รีวิว ครั้งแรกกับสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ในงาน AMG Driving Academy

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

“ครั้งแรก” สำหรับหลายคน อาจจะหมายถึง“ความกลัว”

“ครั้งแรก” สำหรับหลายคน อาจจะหมายถึง“ความตื่นเต้น”

และ “ครั้งแรก” สำหรับใครอีกหลายคน อาจจะหมายถึง“ความคาดหวัง”

แต่สำหรับเบียร์แล้ว ประสบการณ์“ครั้งแรก” คือการรวมทุกอย่าง ทั้ง “ความกลัว” “ความตื่นเต้น” และ “ความคาดหวัง”

เพราะทันทีที่เบียร์ได้รับโทรศัพท์จาก Mercedes-Benz Leasing เชิญเบียร์ไปร่วมงาน AMG Driving Academy ที่สนามช้าง จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง

“กลัว” กับการที่จะต้องไปขับรถ Mercedes-AMG ที่โด่งดังในเรื่องสมรรถนะ และความแรงระดับ Super Car

“ตื่นเต้น” กับการที่จะได้ไปสัมผัสรถ Mercedes-AMG ที่ปกติ ไปสัมผัสได้ยากมาก เพราะตามโชว์รูม Mercedes Benz เองก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง หรือถึงมี ก็มีโชว์แค่ไม่กี่รุ่น ดังนั้น เรื่องทดลองขับก็ยิ่งยากเข้าไปอีก หรือถึงมีให้ทดลองขับก็คงไม่สามารถรับรู้ถึงประสิทธิภาพของรถได้เต็มที่บนนถนนในเมืองไทยอยู่แล้ว

“คาดหวัง” กับงานที่จัดขึ้น เพราะทราบมาว่า งานอบรมระดับโลกในรูปแบบนี้เป็นการจัดขึ้น”ครั้งแรก” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสียด้วย จึงคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าเราไปงานครั้งนี้ จะได้อะไรกลับมาบ้าง?

และแน่นอนว่า น้องเจ ภรรยาสุดที่รักที่ได้ร่วมงานด้วยกันนั้น ก็เกิดความรู้สึกทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ต่างกัน

โดยเฉพาะกับ“ความกลัว” ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้หญิงที่ไม่เคยมีความกล้าจะลงไปขับรถแรง ๆ ในสนามแข่งเลยนั่นเอง

จนเธอเองถึงกับเอ่ยปากว่า “เจขอลองนั่งไปก็พอนะคะ”


พูดถึงครั้งแรกกับคำว่า AMG นั้น เบียร์พบเห็นคำ ๆ นี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว จากท้ายรถยนต์ Mercedes-Benz หลายคัน แต่ไม่เข้าใจว่า คือ ชื่อรุ่น หรือชื่ออะไร

พอโตขึ้นมา จึงเริ่มเข้าใจว่า AMG นั้น เป็นสำนักแต่งคู่บุญของรถเบนซ์มาโดยตลอด โดยการนำรถเบนซ์มาโมดิฟายในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้มีความแรงและการขับขี่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

และแน่นอนว่า สามารถพัฒนาไปจนถึงการแข่งขัน Motorsport ได้เลยนั่นเอง

ดังนั้น การประทับตราคำว่า AMG ที่ท้ายรถจึงดู”แรง” ดู”ดี” ขึ้นมาในทันที ไม่ว่าความเป็นจริงรถเบนซ์คันนั้น AMG จะโมดิฟายมาให้จริงหรือไม่!!

พอเติบโตขึ้นมา ก็ทำให้เบียร์ได้รู้ว่า ความจริงแล้ว ค่ายรถยนต์ระดับโลกจะมีสำนักแต่งหรือแผนกความแรงแบบนี้กันแทบทั้งนั้น เพราะต้องคอยทำหน้าที่ปรับแต่งรถจากโรงงานให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะปรับหน้าตา เสริมชุดแต่งให้ดูดีขึ้น ปรับเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น รวมถึงประประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ ให้ดีขึ้น เช่น ช่วงล่าง ระบบเบรค เป็นต้น

แต่หลายค่ายพอทำไปทำมา ก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาทำรถทั้งคันสำหรับขายกันไปเลย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่บ้าพลังนั่นเอง

อย่างค่าย BMW ก็จะมี M Power เป็นผู้ดูแล โดยมีรุ่นพิเศษเช่น M3 M5 ที่โด่งดังมายาวนาน วางขายเป็นทางเลือกอยู่ในโชว์รูม

ทางรถญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน อย่าง Nissan เองก็มี Nismo ที่ทำรถออกมาขายหลายรุ่นทั้งรถ Supercar ของค่ายที่แรงมาก ๆ อยู่แล้ว ก็ยังปรับแต่งให้แรงขึ้นไปอีก

หรือแม้แต่รถบ้าน ๆ คันเล็ก ๆ อย่าง Nissan March ก็ยังทำ Version Nismo ออกมาขายได้มากมายในหลายประเทศ

ส่วนในประเทศไทย ทาง Nissan เองยังไม่ได้มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ยกเว้นการนำเฉพาะช่วงล่าง และชุดแต่งมาใส่ใน Nissan Almera เท่านั้น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

กลับมาต่อที่ AMG กันครับ เดิมทีทาง Mercedes-Benz ก็ใช้กลยุทธคล้าย ๆ กัน ด้วยการนำเฉพาะชุดแต่งเพียงอย่างเดียวมาใส่ในรถหลายรุ่น แล้วจำหน่ายในรุ่นย่อยด้วยการห้อยชื่อท้ายว่า AMG Dynamic คือให้ภาพลักษณ์และรูปร่างหน้าตาของรถ AMG แต่ประสิทธิภาพและสมรรถนะการขับขี่ยังเป็นรถ Mercedes-Benz ปกติทั่วไป

ซึ่งตัวอย่างที่ใกล้ตัว ก็คือรถ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ที่เบียร์ใช้อยู่และรีวิวไปให้เพื่อน ๆ อ่านกันไปก่อนหน้านี้

แต่ช่วงหลังทาง AMG เริ่มรุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้น โดยเริ่มมีการแนะนำอย่างจริงจังในแบรนด์ Mercedes-AMG และตามด้วยชื่อรุ่นต่าง ๆ ต่อท้ายด้วยตัวเลขรหัสความแรง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นรถปกติ ระดับ C Class ทาง Mercedes-Benz นั้นก็จะใช้ชื่อคลาสของประเภทรถ ตามด้วยรหัส 3 ตัว และอาจจะมีทิ้งท้ายตัวอักษรเพื่อบอกประเภทเครื่องยนต์เพิ่มเติมอีกหน่อย

ยกตัวอย่างรุ่นใกล้ ๆ ตัว ก็เป็นรุ่น Mercedes-Benz C220D ที่เป็นชื่อรุ่นหลัก ว่าเป็นรถยนต์ระดับ C Class รหัสรุ่น 220 ส่วน D ก็เป็นการบอกว่าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลนั่นเองครับ

จากนั้นก็ค่อยมาเลือกรุ่นย่อยตาม Option ที่มีให้เลือกเช่น

  • Avantgarde (รุ่นเริ่มต้น)
  • Exclusive (รุ่นที่อำนวยความสะดวกสำหรับผู้บริหาร)
  • AMG Dynamic (รุ่นตกแต่งแบบสปอร์ต ที่นำชุดแต่ง AMG มาใส่อย่างเดียว)

แต่พอเป็นรถในแบรนด์ AMG ก็จะเปลี่ยนชื่อยี่ห้อเป็น Mercedes-AMG รุ่น C43 ก็จะเป็นรถ C Class ในรหัสความแรงแบบเริ่มต้นคือ 43 นั่นเอง

และเอกลักษณ์ของรถ Mercedes-AMG นั้นจะเป็นการผลิตแบบ One Man One Engine หรือ รถ AMG 1 คัน จะใช้คนประกอบเครื่องยนต์ในรถคันนั้นเพียงคนเดียว พร้อมลงลายเซ็นประกอบทุกครั้ง จากนั้นก็นำเข้ารถทั้งคันมาจำหน่ายตามปกติ

แต่ปัจจุบันนี้ Mercedes-AMG กลับลงหลักปักฐานทำการตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังด้วยการนำรถ AMG หลายรุ่นมาประกอบกันในประเทศไทย ส่งผลให้ราคารถยนต์ Mercedes-AMG ถูกลงอย่างมากมาก เรียกว่าในบางรุ่นนั้น ราคาลดลงมาเป็นล้าน สร้างความน่าสนใจให้ลูกค้าชาวไทยได้มากมายทีเดียว

แต่สำหรับเบียร์เอง มีความรู้สึกเพียงอย่างเดียวว่า ไม่ได้มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องขยับอัพเกรดไปใช้รถ AMG เลย เพราะอย่าง GLA 250 ที่ใช้อยู่นั้น ก็แรงได้ใจมากพออยู่แล้ว ในเวลาที่ต้องเร่งแซง

ที่สำคัญ ถนนเมืองไทยไม่ได้ดีมากพอ สำหรับรถดี ๆ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า มีหลุม มีบ่ออยู่ทั่วไป

อีกทั้งกฎหมายเมืองไทยเองก็ไม่ให้ขับรถเร็วเกินที่กำหนด ซึ่งเร็วสุดก็คือ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนมอเตอร์เวย์เท่านั้น

และข้อสุดท้าย ต่อให้เมืองไทยไม่มีกฎหมายจำกัดความเร็ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปวิ่งอะไรเร็ว ๆ แรง ๆ ที่ไหน เพราะเมืองไทยรถติดมากมายเหลือเกิน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้เบียร์ได้แต่ทำใจ และใช้รถรุ่นปกติต่อไป

แต่อย่างที่เบียร์เคยบอกอยู่บ่อยครั้งครับว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ การที่เราได้แค่คิด หรือแค่มองเฉย ๆ ยังไงก็ไม่มีวันเข้าใจเท่าการได้สัมผัสจริงอย่างแน่นอน

เพราะการสัมผัสจริงนั้น จะทำให้เราชัดเจนในตัวเองว่า เราถูกอกถูกใจในสิ่ง ๆ นั้นหรือไม่?

ไปครับ เบียร์จะพาไปสัมผัสประสบการณ์จริงกันเดี๋ยวนี้เลยครับ


วันที่ 8 กรกฎาคม 2562

นอกจากการได้ไปสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ขับขี่รถ AMG ครั้งนี้จะเป็นการจัดครั้งแรกของภูมิภาคนี้แล้ว ทุก ๆ อย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเบียร์ต่อจากนี้ ก็เป็นครั้งแรกทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นสนามบินดอนเมือง เครื่องบินของแอร์เอเซีย จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสนามช้างซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ด้วย

เริ่มต้นที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเมื่อไปถึงก็แอบเงอะงะอยู่พอสมควร เพราะเคยบินแต่ที่สุวรรณภูมิ แถมเช็คอินยังไงไม่รู้ ไม่ได้ที่นั่งบนเครื่องติดกับภรรยาซะด้วย หรือเค้าไม่ให้เลือกก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า ช่างเถอะ แค่ชั่วโมงเดียว ห่างกันบ้างก็ได้ 55555+

โดยทาง Mercedes-Benz เตรียมห้องรับรองไว้ให้ที่ Miracle Lounge ซึ่งอยู่บริเวณทางไป Gate ที่ 50 กว่า ๆ ครับ

มาถึงห้องรับรอง เจอป้ายต้อนรับอยู่ครับ

พอเข้ามาแล้วก็จัดการมื้อเที่ยงให้เรียบร้อยครับ

ทานเสร็จก็ได้เวลาเดินทางไปบุรีรัมย์ครับ

ด้วยความเป็นครั้งแรกของการบินภายในประเทศ เพราะตามสไตล์ของ”คนใช้รถ” ที่มักเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถส่วนตัวมากกว่า ทำให้เบียร์จึงพึ่งทราบว่า ที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่า บินไปต่างจังหวัดแค่ชั่วโมงเดียวนั้น มันไม่จริงเลย!!

ความจริงคือ เครื่องบินใช้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้นก็ถึงแล้ว

แต่….กว่าจะขึ้นรถบัสไปถึงเครื่องบิน กว่าเครื่องบินจะวนออกจากสนามบินดอนเมืองได้ กว่าจะรอคิวขึ้น Take-Off ได้ ก็น่าจะต้องมีอีก 30 นาทีได้

นี่ยังไม่รวมที่ต้องเดินทางจากบ้านมาสนามบิน และต้องมาเช็คอินก่อนเวลา ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่เหมือนกันครับ

ถึงแล้วครับ สนามบินบุรีรัมย์

จากนั้นทาง Mercedes-Benz ก็เชิญไปขึ้นรถบัสสีแดง เพื่อเดินทางต่อไปยังสนามช้าง สนามแข่งรถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และได้รับการยอมรับในระดับสากล จนรายการแข่งรถระดับโลกต้องยกพลมาแข่งขันกันหลากหลายรายการครับ

โดยใช้เวลาเดินทางบนรถบัสอีกราว ๆ 30 นาที ก็มาถึงแล้วครับ

วินาทีแรกที่มาถึงสนามช้างนั้น บอกเลยว่า คลายความกลัวไปได้พอสมควรเมื่อเห็นอากาศดี ๆ ที่สนามช้าง มีแดดอ่อน ๆ ไม่แรง ที่สำคัญไม่มีฝนเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะก่อนที่จะเดินทางมาในวันนี้ ฝนกระหน่ำลงมาทุกวันครับ

เดินเข้าสนามช้างมาก็มาลงทะเบียนครับ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม แยกตามสีครับ เบียร์กับภรรยาได้สีแดงทั้งคู่ ทางเจ้าหน้าที่ก็จัดการสวมข้อมือ AMG สีแดงให้ทันทีครับ

ต่อด้วยรับเสื้อและหมวก AMG ครับ

ใส่แล้วหล่อไหมครับ อิอิ

จากนั้นก็เดินมาเข้าห้องรับรองที่แบ่งที่นั่งตามสีครับ

ข่าวดีข่าวแรกที่สร้างความตื่นเต้นให้เบียร์เลยก็คือ Mercedes-AMG C63 S Coupe ที่พึ่งจะเปิดตัวด้วยเอกสารไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมในราคา 10,129,000 บาทนั้น เราจะได้ขับคันจริงในสนามนี้ด้วย

จากนั้นก็แนะนำทีม Instructors ที่จะมาสอนการขับขี่ครับ

มีทั้งฝรั่งที่เป็นสุดยอดนักแข่งรถ

และครูฝึกคนไทยที่เป็นที่รู้จักกันดี

การพูดคุยในห้องรับรองมีทั้งสาระความรู้และความฮาครับ ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน แม้ยังไม่ได้ลงไปสัมผัสรถจริงเลยก็ตาม

เมื่อฟังเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาลงสนามครับ โดยเริ่มต้นที่การถ่ายรูปหมู เอ้ย ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกก่อนเลยครับ

ก่อนที่จะแยกกันไปตามสีครับ ซึ่งสีแดงของเบียร์ก็เริ่มที่กิจกรรม Brake & Lane Change ก่อนเลยครับ โดยเบียร์เลือก Mercedes-AMG GLC43 Coupe เป็นคันแรกที่ทดลองขับครับ

เมื่อขับมาถึงสถานีทดสอบ ก็จอดรถและลงมานั่งฟังรายละเอียดจากครูฝึกทั้ง 2 ท่านก่อนครับ โดยครูฝรั่งจะเป็นผู้สอนด้วยภาษาอังกฤษ ส่วนครูไทยก็จะคอยแปลและอธิบายเป็นภาษาไทยครับ ดังนั้น ถึงเราฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องกังวลเลยครับ

ในเมื่อเป็นสถานีแรก ครูฝรั่งจึงสอนการปรับเบาะ และท่านั่งการขับขี่ที่ดีก่อนครับ เพราะนอกจากท่านั่งที่ดีจะทำให้เราไม่เมื่อยแล้ว ท่านั่งที่ดีจะทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดี ทำให้เราปลอดภัยที่สุดนั่นเองครับ

ต่อด้วยบทเรียนของสถานีนี้ครับ ที่จะสอนการเบรคให้สุด และหักหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้าให้ได้ครับ

ซึ่งรถ Mercedes-AMG นั้นจะมีระบบเบรค ABS เพื่อป้องกันล้อล็อคในทุก ๆ คันอยู่แล้ว จึงสามารถหักหลบสิ่งกีดขวางในขณะที่เหยียบเบรคจนสุดได้ โดยที่ล้อไม่ล็อคตาย

และในขณะที่เราเหยียบเบรคสุดเพื่อที่จะหยุดรถให้อยู่นั้น ระบบ Adaptive Brake ก็จะทำงานด้วยการปล่อยไฟเบรคกระพริบออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการเตือนรถคันหลังว่า เรากำลังหยุดรถอย่างฉุกเฉินนะ

และแน่นอนว่า เจ้าไฟเบรคกระพริบฉุกเฉินนี้ ก็ทำให้ครูฝึกสามารถตรวจผลงานของเราได้ด้วยเช่นกันว่า เราได้เหยียบเบรคในระยะที่เหมาะสมหรือเปล่า? และเหยียบเบรคสุดจริงหรือไม่?

โดยวิธีฝึกมี 2 ระดับความเร็ว คือ เริ่มต้นที่วิ่งทางตรงให้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วมาเหยียบเบรคทันทีที่พ้นกรวยสีฟ้า จากนั้นสายตาจะต้องมองว่า ไฟเขียวที่เสา สว่างที่ฝั่งไหน เราต้องหักหลบไปทางนั้นและหักรถกลับมาเข้าทางตรงปกติครับ

เมื่อเราทำได้แล้ว ก็เพิ่มความเร็วให้มากขึ้นเป็น 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือมากกว่าก็ได้ ถ้าใจเรากล้าพอครับ

และเพื่อความชัดเจน ครูฝึกก็เลยทำให้ดูกันก่อน 1 รอบครับ

จากนั้นก็ให้เราไปลองทำครับ ซึ่งครั้งแรกที่ทำนั้น ก็ยังไม่ถูกแน่นอน 5555+ เพราะพึ่งลงมาขับใหม่ ๆ อีกทั้งสถานีนี้เป็นการเบรคเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง ซึ่งตามสัญชาตญาณปกติ เบียร์เองจะไม่ได้ขับรถจี้ หรือเบรคกะทันหันอยู่แล้ว

ดังนั้น เมื่อเห็นสิ่งกีดขวางที่กำลังจะพุ่งชน ก็ย่อมกลัว และเหยียบเบรคไวไปหน่อยในรอบแรก

ครูฝึกจึงบอกเบียร์ว่า “ขอให้คุณเชื่อมั่นในตัวรถที่ขับ และทำตามที่แนะนำไว้ด้วยความมั่นใจ”

พอได้ฟังประโยคนี้ ในรอบถัดมา เบียร์ก็เลยตัดสินใจที่จะใส่ความเร็วให้เต็มที่ และไปเหยียบเบรคตามจุดที่กำหนด

ปรากฎว่า ไม่ได้มีความตกอกตกใจอะไรเลย เพราะเบรคของรถ AMG นั้น ดีเกินคาด เบรคแล้วหยุดได้สนิทด้วยความมั่นใจ พร้อมกับการหักหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้าได้อย่างสบาย

และในขณะที่เบรคกดสุดนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเบรค ABS จะทำงานตุ๊บๆ ที่เท้าจนตกใจเหมือนรถญี่ปุ่นที่เคยใช้มาเลย

จากนั้นครูฝึกก็ให้สลับกันขับ โดยรอบนี้เบียร์เลยขอให้น้องเจ ภรรยาสุดที่รักลองมาขับบ้าง เพราะการที่จะมานั่งแค่ข้าง ๆ คงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมายเท่าไหร่ เพราะโอกาสดี ๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก

ซึ่งน้องเจเองพอได้ลองขับแล้ว ก็สับสนในบทเรียนรอบแรกไม่ต่างกัน จนรอบที่ 2 และ 3 เธอก็ทำได้ดีทีเดียว

จากนั้นก็เปลี่ยนรถมาลองกับ GLA45 กันบ้าง ซึ่งทันทีที่ขึ้นรถมา เราก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยสุด ๆ ตามประสาคนที่ใช้ GLA250 กันอยู่แล้วทุกวัน

ยกเว้นแค่เกียร์เท่านั้น ที่ย้ายจากคอพวงมาลัยมาอยู่ในตำแหน่งปกติแบบรถทั่วไป แต่การเข้าเกียร์ก็ยังง่ายเหมือนเดิม เพราะแค่โยกลงมาที่ D ส่วนการเข้าเกียร์ P ก็ใช้กดปุ่มที่ตัวอักษร P เหมือนเดิม

ทันทีที่เบียร์กระทืบคันเร่งเจ้า GLA45 ออกไป ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันกว่า GLC43 Coupe อย่างชัดเจน

ขับ GLA 45 เรียบร้อย ก็สลับให้ภรรยามาทดลองบ้าง ซึ่งน้องเจก็บอกทันทีที่จับพวงมาลัยว่า คันนี้รู้สึกคุ้นมือสุด ๆ

และเธอก็ทำได้ดีจริง ๆ กับรถคันนี้

ซึ่งหลังจากขับครบเรียบร้อย เราสองคนก็รู้สึกเหมือนที่ครูฝึกบอกไว้ตั้งแต่แรกเลยครับ ว่า อยากขับอีกหลาย ๆ รอบเลย เพราะรอบแรก ๆ เหมือนการเรียนรู้ แต่พอรอบหลัง ๆ จับทางถูก ก็จะเริ่มสนุกกับการขับจริง ๆ ครับ

แต่ข่าวร้ายคือ หมดเวลาสำหรับสถานีนี้แล้ว เพราะรถ Mercedes-Benz Sprinter มาจอดรอรับอยู่ใกล้ๆ แล้วเพื่อพาเราไปสถานีต่อไป

กลุ่มเรามีสมาชิกอยู่ 10 ท่าน ครูฝึกอีก 2 ท่าน สามารถขึ้นรถพร้อมกันได้ทั้งหมดเลยครับ กว้างขวางดีจริง ๆ

ครุฝึกฝรั่งที่ขับเจ้า Sprinter นี้ก็พยายามจะแกล้งใช้รถคันนี้ในการฝึกบททดสอบเมื่อกี้บนสนามแข่ง สร้างความสนุกสนาน เฮฮา และเรียกรอยยิ้มได้ตลอดครับ

และเราก็มาถึงสถานีที่ 2 Car Control ครับ โดยพบกับครูฝึกอีก 2 ท่านรออธิบายอยู่เช่นเดิม

โดยสถานีนี้มีรถให้ทดลองขับอยู่ 3 คันครับ คือ

  • Mercedes-AMG C43 Coupe 2 คัน
  • Mercedes-AMG C43 4 ประตู 1 คัน

ซึ่งรถทั้ง 3 คันนั้น ถูกหุ้มยางหลังเพิ่ม เพื่อให้เป็นยางที่ไม่มีการยึดเกาะถนนเลย ให้อารมณ์การขับขี่เหมือนเราขับบนหิมะลื่น ๆ เลยครับ

การฝึกในสถานีนี้คือ การฝึกควบคุมรถครับ เราจะรักษาคันเร่งและพวงมาลัยอย่างไร เมื่อเจอถนนลื่น และทำให้ท้ายรถปัดหรือหมุนนั่นเองครับ

ที่สำคัญเป็นการแนะนำให้เรารู้จักระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ หรือ ESP ที่ย่อมาจาก Electronic Stability Program ด้วยครับ

โดยในรถยนต์ Mercedes-AMG นั้นมีระบบนี้ให้ทุกคัน และยังปรับตั้งได้ถึง 3 รูปแบบ และในสถานีนี้เราก็จะได้ลองใช้ทั้ง 3 รูปแบบเลยครับ เพื่อจะได้เข้าใจความแตกต่างนั่นเอง

  1. ปิดระบบ (สำหรับใช้ในสนามแข่ง)
  2. เปิดระบบ (สำหรับการขับขี่บนท้องถนนเพื่อความปลอดภัย)
  3. เปิดระบบแบบ Sport Handling (ระบบยังทำงานอยู่ แต่จะทำงานช้ากว่าปกติ เพื่อให้เราสัมผัสความรู้สึกแบบปิด)

และตามธรรมเนียม ครูฝึกก็จะสาธิตการฝึกให้ดูก่อนครับ ว่าต้องขับไปทางไหน และทดสอบอะไรในแต่ละจุด

ซึ่งเบียร์ได้รถ Mercedes-AMG C43 4 ประตูสีดำเป็นรถทดสอบครับ พอขึ้นรถมา ครูฝรั่งก็มาปิดระบบ ESP ก่อนเลยครับ 55555+

ครูบอกว่า ขับไปเลย ไม่ต้องกลัวหมุน เพราะมันหมุนแน่นอนอยู่แล้ว 55555+ ซึ่งก็จริงดังที่ครูว่าครับ

การปิดระบบ ESP นั้น ทำให้รถหมุนง่ายมาก ๆ เพราะไม่มีระบบคอยช่วยเหลือ แต่ถ้าเรารู้จังหวะการเหยียบคันเร่ง และการหมุนพวงมาลัยเมื่อไหร่ละก็ เราจะสนุกกับการ Drift สุด ๆ ครับ

รอบถัดมา ก็เปลี่ยนเป็นโหมด ESP Sport ครับ รอบนี้ขับออกไป รู้สึกเลยว่า รถก็ยังไถลอยู่ แต่ไถลยากกว่าเดิมชัดเจนครับ

และปิดท้ายด้วยการเปิดระบบ ESP ปกติ ซึ่งทำให้รู้เลยว่า ระบบช่วยเราเยอะมาก รถแทบไม่ไถลเลยครับ รู้สึกปลอดภัยจริง ๆ ครับ

ขับครบ 3 โหมด ก็เปลี่ยนมาให้น้องเจขับบ้างครับ

สิ่งหนึ่งที่เบียร์รู้สึกดีคือ ไม่ว่าเราจะหมุนกันกี่รอบ แต่เราไม่รู้สึกถึงความหวาดเสียวใด ๆ ในตัวรถเลย ยอมรับว่า การนั่งในรถ Mercedes-AMG นั้น ให้ความสบายใจในจุดนี้จริง ๆ ครับ

แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็คือ ยิ่งขับ ยิ่งสนุก อยากออกไปหมุนอีกหลาย ๆ รอบเพื่อให้รู้จังหวะจะโคนของตัวเองให้ดีกว่านี้

แต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยนสถานีอีกครั้งแล้วครับ โดยรถ Mercedes-Benz Sprinter ก็พาเรากลับมายังพิทเพื่อให้เบรคพักกาย พักใจ เข้าห้องน้ำห้องท่าสัก 10 นาทีครับ

ใครไม่เข้าก็มีขนมขมเนย เครื่องดื่มหลากหลายชนิดให้ทานเพื่อเติมความสดชื่นครับ

หรือถ้าใครอยากจะเล่นเกมส์แทนขับรถจริงก็มาเล่นรอไปพลาง ๆ ได้เลยครับ

แต่สำหรับคนบ้ารถ ความสุขของเราก็คงจะเป็นการได้สัมผัสรถ Mercedes-AMG ที่จอดเรียงรายให้สัมผัสแบบใกล้ชิดนั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-AMG GLE43

Mercedes-AMG GLC43

หรือแม้แต่รถสปอร์ต GT ของค่ายก็มากันครบทั้ง 3 รุ่น เริ่มตั้งแต่ Mercedes-AMG GT S ที่มีราคาค่าตัวถึง 16,060,000 บาท

เคยเห็นแต่ในรูป พอได้สัมผัสตัวจริง บอกเลยว่าสวยมาก ๆ ครับ

คันถัดไปก็คือ Mercedes-AMG GT C Roadster เวอร์ชั่นเปิดหลังคาครับ กับราคาค่าตัว 18,905,000 บาท

มากับสีพิเศษ Solar Beam Yellow ที่เฉพาะค่าสีก็แพงมากเป็นพิเศษ

ซึ่งงานนี้ Mercedes-Benz ก็ใจดี ให้เราได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดจริง ๆ

แถมเจ้าหน้าที่ทุกคนก็น่ารัก อาสาขอถ่ายรูปให้ลูกค้าทุกคนอย่างเต็มอกเต็มใจ

และรุ่นสุดท้ายกับสุดยอดรถ Mercedes-AMG GT R ที่เร็วและแรงที่สุดในตระกูล

และเมื่อหมดเวลาพัก เราก็มารับหมวกกันน็อคครับ หัวใหญ่ หัวเล็กเลือกได้ตามขนาดหัวเลยครับ

โดยก่อนใส่ ทางเจ้าหน้าที่จะแจกที่ครอบหัวให้ใส่ไปก่อนครับ เพื่อซับเหงื่อบนหัวเราครับ

ใส่หมวกเรียบร้อย พร้อมลงเรียนต่อแล้วครับ

จากนั้นก็มาที่สถานีที่ 3 ครับ Cornering Exercise

และเพียงแค่เห็นรถที่เราจะได้ขับจอดเรียงรายรออยู่ ก็ตื่นเต้นแล้วครับ กับ Mercedes-AMG CLS53

เริ่มต้นด้วยการมายืนฟังครูฝึกอธิบายขั้นตอนเช่นเคยครับ

โดยการฝึกในสถานีนี้คือ การฝึกเข้าโค้งในรูปแบบต่าง ๆ ครับ โดยเราจะขับรถตามครูฝึกเพื่อศึกษาและเข้าใจไลน์บนโค้งในสนามบางส่วนครับ

โดยรถที่ใช้ฝึกนั้น เป็นตระกูล 53 ทั้งหมดเลยครับ มีทั้ง CLS53 และ E53 ครับ

โดยเบียร์เลือก CLS53 ก่อนเลยครับ เพราะอยากขับมานานแล้วครับ

ภายในสวยมาก ๆครับ

ขึ้นรถมาก็จัดการท่านั่งก่อนเลยครับ โดยเมื่อปรับที่นั่งแล้ว มีหลักการดังนี้ครับ

  • มือ 2 ข้างจับที่พวงมาลัยในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา
  • เมื่อจับพวงมาลัยแล้ว มือกับไหล่จะอยู่ในแนวเดียวกัน
  • ตำแหน่งพวงมาลัยไม่ควรต่ำเกินไป ให้ทดสอบโดยการลองหมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายและขวาแรง ๆ จะไม่ติดขาครับ เวลาต้องหักหลบอะไรที่ไม่คาดฝัน จะทำให้เราหักหลบได้สะดวกและปลอดภัยครับ
  • ตำแหน่งขาที่เหยียบแป้นเบรคต้องไม่ห่างจนเกินไป เพราะถ้าห่างไป เวลาเบรคเราต้องใช้กำลังเท้าเบรค หรือจิกเท้า ซึ่งจะทำให้เมื่อย และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรครับ การเบรคที่ถูกต้องจะต้องใช้กล้ามเนื้อต้นขาครับ จะทำให้มีแรงเบรคได้อย่างเต็มที่

ที่ผ่านมา 2 สถานีนั้น เราขับกันทีละคันให้ครูฝึกดู และพูดคุยผ่านวิทยุสื่อสารในรถครับ แต่ในสถานีนี้เปลี่ยนมาขับตามครูฝึกไปพร้อม ๆ กันทุกคันเลยครับ

โดยครูฝรั่งจะเป็นผู้ขับนำ ให้แต่ละคันขับตามครูฝึกให้เป๊ะที่สุด หรือ Copy ไลน์ไปเลยนั่นละครับ

ส่วนครูไทยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ครูฝรั่ง จะสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสารตลอดเวลาครับ ทั้งแนะนำไลน์ และคอยดูพฤติกรรมของแต่ละคัน

การขับแบบนี้ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาสได้มาอบรม และเลือกได้ เบียร์แนะนำให้รีบไปคว้ารถคันที่2 ต่อจากครูฝึกนะครับ เพราะจะทำให้เราเข้าใจไลน์โค้งได้มากกว่าขับตามเป็นคันสุดท้ายครับ

เพราะการขับตามเป็นขบวน ถ้าขับเหมือนกันทุกคันก็โอเคครับ จะได้เรียนรู้เส้นทางแบบเดียวกัน แต่ถ้าเพื่อน ๆ ที่ขับข้างหน้าเรา ไม่ได้วิ่งตามไลน์ครูฝึก ก็จะทำให้เราที่ขับตามอยู่ เป๋ตามไป ส่งผลให้เราไม่เข้าใจการเข้าโค้งในสนามที่ถูกต้องครับ

หลังจากวนได้ 2 รอบ ครูฝึกจะให้ค่อย ๆ ขยับความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ความรู้สึกในการขับ CLS53 ของเบียร์นั้น ประทับใจมาก คือ เป็นรถที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ให้ความรู้สึกนุ่ม สบาย ไม่เครียด เสียงเครื่องยนต์ก็จะออกแนวผู้ดี ๆ หน่อย ไม่โหวกเหวกโวยวายเหมือนรถวัยรุ่นอย่าง GLA45

และพอขับได้ครบ 3 รอบ ก็เปลี่ยนคนขับมาเป็นน้องเจบ้างครับ

เมื่อได้มานั่งเฉย ๆ ดูบ้าง ทำให้เบียร์เข้าใจมากขึ้นอีกอย่างว่า รถที่เรารู้สึกกระด้าง ๆ เวลาขับบนถนนเมืองไทยนั้น พอมาขับบนสนามแข่งที่พื้นถนนราบเรียบนั้น กลับให้ความนิ่มนวล และความมั่นใจเวลาเข้าโค้งอย่างเห็นได้ชัด

พอน้องเจขับครบ 3 รอบแล้ว ครูฝึกก็ให้ลองเปลี่ยนรถและเปลี่ยนตำแหน่งการตามครับ โดยรอบนี้ เบียร์กับน้องเจได้ Mercedes-AMG E53 เป็นรถทดลอง

เปลี่ยนรถก็ปรับที่นั่งกันใหม่ แต่ก็ปรับได้สบาย ๆ ด้วยเบาะปรับไฟฟ้าตามหน้าตาเบาะ ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Benz มายาวนาน

ความรู้สึกในการขับเจ้า E53 แทบไม่ต่างอะไรกับ CLS53 เลยครับ ให้ความรู้สึกเดียวกัน เพียงแต่หน้าตารถและภายในจะแตกต่างกันตามสไตล์ของรถ

ครบ 3 รอบก็ถึงตาน้องเจครับ

E53 เป็นรถที่นอกจากจะขับสบายแล้ว เวลานั่งก็สบายครับ เลยเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นรุ่นที่นิยมสำหรับผู้ใหญ่ อิอิ

และหลังจากวนมากันไม่ต่ำกว่าคนละ 5 รอบ ครูฝึกก็เอ่ยปากชมครับ ว่าแต่ละคันทำได้ดี ทั้งการรักษาระยะห่าง และการเข้าไลน์ไปในทิศทางเดียวกันครับ

แต่ที่เบียร์ประทับใจจริง ๆ คือ การได้เห็นภรรยาสุดที่รักมีความสุข สนุกกับการขับรถครับ

และที่สำคัญที่สุด คือ Skill หรือทักษะที่เธอจะมีมากขึ้น สามารถนำไปใช้ในการขับรถประจำวันต่อไปครับ

จบรอบเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเปลี่ยนสถานีอีกครั้งครับ

กับสถานีที่ 4 Drag Race

เป็นสถานีที่เราจะได้กระทีบคันเร่งสัมผัสความมันส์ของเครื่องยนต์ AMG ในรถตัวแรงระดับ 53 และ 63 ทั้งหมด ในทางตรง โดยเร่งไปให้สุด แล้วเบรคหยุดให้ทันในกรอบที่กำหนดไว้

เบียร์ขอเริ่มก่อนกับรถ Mercedes-AMG C63S Coupe ที่พึ่งเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ แถมยังไม่ได้ลงโชว์รูมที่ไหนเลยครับ

ตัวจริงสวยมาก และดุมากครับ

ได้เวลากระทีบคันเร่ง C63S แล้วครับ แค่รอไฟแดงดับเท่านั้น

โอ้ววว นอกจากภายนอกจะดุแล้ว เสียงเครื่องยนต์ยังดุดันเอามาก ๆ ยามที่กระทืบคันเร่งเพื่อไปให้ไวที่สุด

รวมถึงระบบเบรคก็ยังสามารถหยุดได้ด้วยความมั่นใจเมื่อผ่านเส้นชัยไปเรียบร้อยแล้วครับ

วนกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่ ก็ให้น้องเจมาขับแทนครับ ส่วนเบียร์เปลี่ยนไปนั่งข้าง ๆ บนเบาะสปอร์ตที่ตัดด้วยเส้นสีเหลือง ให้ความสดใสสวยงามครับ

และคาดเข็มขัดนิรภัยได้อย่างง่ายดายด้วยแขนส่งเข็มขัดอัตโนมัติ ที่ทำให้เราไม่ต้องเอี้ยวตัวไปดึงเลยครับ

อารมณ์เหมือนมีคนส่งเข็มขัดมาให้คาดนั่นละ

และด้วยการปรับท่าการขับขี่แบบไฟฟ้าทั้งเบาะนั่งและพวงมาลัย ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างน้องเจสามารถปรับได้ง่ายและว่องไวไปพร้อม ๆ กันครับ

ในเวลานี้ 6 โมงเย็น 15 พระอาทิตย์กำลังตกพอดี แอบรู้สึกโรแมนติคไปอีกแบบครับ

และทันทีที่ไฟแดงดับลง น้องเจกระทืบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่แผดลั่น เฮ้ออ หมดกันความโรแมนติค 55555+

หน้าจอแจ้งยางหน้าเริ่มร้อน ซี่งไม่ต่างอะไรกับอดีนาลีนในตัวที่ร้อนผ่าวเช่นเดียวกันครับ

คราวนี้ก็เปลี่ยนรถมาเป็น Mercedes-AMG E53 ครับ

เป็นรถที่แรงแต่ให้ความนุ่ม สบายครับ

เปลี่ยนมาให้น้องเจขับบ้าง เธอก็ทำได้ดีครับ ทั้งการเร่งและเบรค

ต่อด้วยรถรุ่นใหม่อีกรุ่นครับกับ Mercedes-AMG GT53 4Doors Coupe

ภายในได้หน้าปัดรุ่นใหม่ ทันสมัย และไฮโซ

มาพร้อมคอนโซลกลางขนาดใหญ่สไตล์รถ GT ครับ

โดยคันเกียร์จะไม่ได้อยู่ที่คอพวงมาลัยครับ เพราะย้ายมาอยู่ในตำแหน่งนี้แทน เหมือน GLA45 ที่ขับไปก่อนหน้านี้นั่นละ

หลังจากขับเข้าเส้นชัยเรียบร้อย ก็บอกได้เลยว่า เป็นรถแรงที่นุ่มสบายและหรูหรามาก ๆ ครับ

เปลี่ยนมาให้น้องเจขับ แม้เธอจะขับเร็ว แต่เบียร์กลับนั่งสบาย ๆ มาก ๆ ครับ

ก่อนจะขยับความแรงมาที่ Mercedes-AMG E63S ครับ กับ E Class ที่ราคาค่าตัวเกือบ 13 ล้านบาท

แรงมากกกกครับ บอกเลย

ก่อนจะปิดท้ายกับเจ้ารถสปอร์ตคันโต Mercedes-AMG GT C Roadster ครับ

หน้าปัดรถยังเป็นโฉมเก่าอยู่ครับ

และด้วยความเป็นรถสไตล์ GT จึงได้คอนโซลกลางใหญ่โตมโหฬารเหลือเกินครับ

แถมมีโลโก้ AMG บุไว้บริเวณที่พักแขนสีแดงด้วยครับ

เจ้า GT C Roadster นั้น ให้อารมณ์การขับขี่ที่แตกต่างจากคันอื่นมากครับ เพราะไม่ใช่แค่ลักษณะของรถที่เตี้ยและหน้ายาวเท่านั้น

แต่การเบรคก็มีลักษณะแตกต่างไปจากคันอื่นครับ ดูเหมือนจะใช้ระยะที่ยาวขึ้น

และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ เมื่อเปลี่ยนมาให้น้องเจขับ ก็พบปัญหาครับ คือ เธอไม่สามารถปรับเบาะได้สะดวก จนต้องขอความช่วยเหลือจากครูฝึก

แต่เมื่อครูฝึกช่วยขยับปรับเสร็จเรียบร้อย กลับยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนรถรุ่นอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะเธอไม่สามารถกดคันเร่งได้ถนัด ต้องแหย่ ๆ เท้าเข้าไปแทน แต่โชคดีที่ไม่มีปัญหากับแป้นเบรค ครูฝึกจึงอนุญาตให้เธอขับได้ เพราะเหยียบเบรคได้ถนัด ย่อมดีกว่า เหยียบถนัดแต่คันเร่ง 55555+

และนั่นคือความโชคร้ายของเบียร์ เพราะถ้ารถรุ่นนี้ไม่สามารถรองรับให้น้องเจขับได้สะดวกแล้วละก็ โอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของก็จบลงนั่นเอง แง้ๆๆๆ

สำหรับการอบรมใน 4 สถานีของวันนี้ก็จบลงเรียบร้อยครับ

ยอมรับเลยว่า แค่วันเดียวก็ได้อะไรกลับมามากมายพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นทักษะการขับรถ ความมั่นใจในประสิทธิภาพของรถแต่ละคัน และประสบการณ์ที่มีกับการได้สัมผัสรถ Mercedes-AMG ทุกรุ่น

แต่เมื่อได้ฟังบรีฟครั้งสุดท้าย ก็ต้องตกใจ! เพราะวันนี้นะแค่น้ำจิ้ม ส่วนความมันส์ขั้นสุดจะอยู่ที่วันพรุ่งนี้

โดยครุฝึกขอให้กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ แม้จะมีปาร์ตี้ให้ในช่วงมื้อค่ำก็ตาม เพราะนอกจากจะต้องใช้พลังงานจำนวนมากแล้ว เราต้องเดินทางมาสนามช้างตั้งแต่ 7 โมง!! เพื่อจะได้ฝึกให้ครบทุกกระบวนท่า และขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพให้ทันตามเวลาที่กำหนด

สิ้นเสียงครูฝึก ทางเจ้าหน้าที่ก็เชิญให้ขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปที่โรงแรม Modena by Fraser เพื่อไปทานอาหารค่ำกันก่อนครับ

อยากทานอะไรตักได้ไม่อั้นเลยครับ เพราะทั้งหมดนี้มีให้ลูกค้า Mercedes-Benz เท่านั้น

บอกเลยว่า หิวมาก ๆ ครับ

ในระหว่างที่ทาน คุณทีน พิธีกรหนุ่มก็มาย้ำกำหนดการในวันพรุ่งนี้อีกรอบครับ

ก่อนจะโยนหน้าที่ให้คุณมนและคุณแว่นใหญ่ 2 นักร้องดังมาขับกล่อมเพลงเพราะ ๆ ให้พวกเราฟังครับ

บอกตามตรงว่า คิดถึงตอนที่เป็นวง 3 คนมากจริง ๆ ครับ เพราะเป็นวงเดียวที่เบียร์ติดตามมาตลอดตั้งแต่เค้ามาเปิด Youtube ร้องขำ ๆ แล้วครับ

แต่อย่างว่าครับ วันเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน เป้าหมายเปลี่ยน หรือแม้แต่ใจคนอาจจะเปลี่ยน แต่ความเข้มแข็งต้องไม่เปลี่ยนครับ เราต้องอยู่และสู้ต่อไปให้ได้ครับ เพราะสิ่งที่จะพิสูจน์ตัวเราได้ คือ ความสามารถที่เรามีนั่นเองครับ

ได้อาหารอร่อย ๆ พร้อมเพลงเพราะ ๆ เรียบร้อย ก็ถึงเวลาพักผ่อนครับ

เปิดประตูเข้าห้องพักมาก็ตกใจ เอ๊ะ กล่องอะไรวางเกะกะอยู่บนเตียง

ว้าว AMG มี surprise ให้ด้วย

เปิดกล่องดูกันครับ

ถือว่าส่งความประทับใจตั้งแต่แรกจนถึงเวลานอนเลยจริง ๆ ครับ ฝันดีนะครับทุกคน


วันที่ 9 กรกฎาคม 2562

Good Morning บุรีรัมย์ครับ ตื่นมาด้วยความสดชื่น แม้จะอยากนอนต่อ ก็หมดสิทธิครับ อิอิ

เพราะด้วยเวลาอันจำกัด จึงต้องรีบมารับประทานอาหารเช้ากันก่อนเลยครับ

เห็นท้องฟ้าวันนี้ก็มีความสุขครับ ที่เราจะได้อบรมแบบสบาย ๆ ไร้ฝน

จากโรงแรม เราเดินทางเพียง 5 นาทีก็ถึงห้องรับรองที่สนามช้างครับ เพื่อที่ลุยกันต่อในวันที่ 2

ซึ่งโปรแกรมในวันนี้ค่อนข้างโหดครับ คือ เราต้องลงไปขับรถในสนามช้างแบบเต็มสนามอย่างจริงจัง ซึ่งครูฝึกก็ทำการทบทวนไลน์สนามให้เข้าใจกันอีกครั้ง

ก่อนจะเรียกรวมพลคนสีแดงทันทีครับ

โดยสถานีแรก คือการขับลงสนามแข่งทั้งสนามด้วยชื่อสถานีว่า Lead & Follow ครับ

รูปแบบคล้ายกับสถานี Cornering ของเมื่อวานเลยครับ เพียงแต่เมื่อวานคือ แค่ไม่กี่โค้ง ส่วนของวันนี้คือ ทุกโค้งของสนามครับ

เริ่มเช้าวันใหม่กับรถ Mercedes-AMG CLS53 ก่อนเลยครับ

ด้วยความที่เช้ามายังไม่ตื่นเต็มตา หรืออาจจะเป็นเพราะโค้งแรกนั้นเป็นโค้งที่ไม่ได้มาฝึกขับเมื่อวาน หรือจะเป็นเพราะขับเร็วไปอะไรก็ตามแต่ เพราะเมื่อเบียร์สาดโค้งแรกเข้าไปเท่านั้นละ ก็ถึงกับตกใจ เพราะมันเป็นโค้ง“กลับรถ” ที่ต้องหักมากเป็นพิเศษ

วินาทีนั้น สารภาพตามตรงว่า “หมุนแน่” และ “หลุดโค้ง”แน่ ซึ่งน้องเจที่นั่งข้าง ๆ ก็ตกใจไม่แพ้กัน เพียงแต่นางกลับไม่ได้ร้องหวีดว้ายอะไร

นั่นเป็นเพราะระบบความปลอดภัย ESP สามารถรักษาอาการไว้ให้เบียร์ได้อย่างสบาย ผ่านโค้งมาอย่างปลอดภัย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดยอดดดด!!

จนผ่านสนามมาได้ครบ 1 รอบ เบียร์ก็เริ่มเข้าใจว่า ที่เบียร์พลาดในโค้งแรก ไม่ใช่เพราะความเร็วที่มากไป หรือเพราะเข้าโค้งผิดไลน์อะไรหรอก

แต่เป็นเพราะโค้งแรก เบียร์มองใกล้เกินไป!!

เพราะหลักการขับรถเข้าโค้งที่ดีที่ครูสอนก่อนลงสนามนั้น คือ

  1. การมองให้ไกล มองในจุดที่จะไปล่วงหน้า
  2. เลี้ยวรถไปทางไหน ให้มองไปทางนั้น เพราะรถมักจะไปตามทิศทางที่เรามอง

และด้วยข้อผิดพลาดในรอบแรก ทำให้รอบที่ 2 และรอบที่ 3 นั้น เบียร์ขับเข้าโค้งได้ดีขึ้น และเร็วขึ้นนั่นเอง

จากนั้นก็ให้น้องเจมาลองขับบ้างครับ

วนครบ 3 รอบสนาม ครูฝึกก็ให้เปลี่ยนรถครับ คราวนี้ได้คันโปรด Mercedes-AMG C63 S Coupe ครับ

กุญแจรถ Mercedes-AMG ต้องมีโลโก้นี้ครับ

เมื่อมีโอกาสได้ขับมากกว่าแค่ Drag Race บอกเลยว่า C63 S นั้น ขับสนุกและมีความสุขมาก ๆ ครับ ทั้งฟีลลิ่งการขับ ทั้งเสียงเครื่องที่แผดลั่น มันทำให้หัวใจสั่นไปด้วยความสุขครับ

และเมื่อเปลี่ยนมาให้น้องเจขับ เธอก็มีความสุขในทุก ๆ โค้งไม่แพ้กันเลยครับ

นั่นเป็นเพราะว่า บนท้องถนนเมืองไทยนั้น เราไม่เคยวิ่งเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลย แต่วันนี้เห็นน้องเจวิ่งไปเกือบ 200 เรียกว่า ได้ปลดปล่อยความมันส์ออกมาด้วยกันทั้งคู่ครับ

วิ่งจนครบรอบ ก็ได้เวลาพักเบรคกันเล็กน้อยครับ ด้วยการถอดหมวกกันน็อควางไว้ และไปฝึกกันต่อในสถานีที่ 2 ของวันกับ Auto-X Practice

โดยสถานีนี้จะเป็นการขับรถในสนามเล็กเลี้ยวไปเลี้ยวมา คล้ายกับการแข่งจิมคาน่าครับ โดยรถที่ใช้จะเป็นรถขนาดเล็กทั้งหมด เพราะให้ความคล่องตัวสูงครับ

ซึ่งเบียร์ก็ขอขึ้นไปควบ Mercedes-AMG CLA45 ก่อนเลยครับ เพราะเป็นรุ่นที่ยังไม่ได้ขับเลยในทริปนี้ครับ

ที่สำคัญ รถรุ่นนี้เป็นรุ่นที่น้องเจเคยอยากได้มากกกก แต่ด้วยขนาดที่เล็กเกินไป จึงไม่ได้ซื้อมาใช้ครับ

เมื่อได้เข้ามานั่งภายใน เราก็รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเดิมครับ เพราะภายในเหมือนกับ GLA45 เลยนั่นเอง

โดยเกียร์และปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ก็ถูกตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลางเหมือนรถทั่วไปครับ

เริ่มต้นการฝึกด้วยการขับตามครูก่อนครับ เพื่อให้รู้จักเส้นทางว่าจะเข้า”ประตูกรวย”ไหนบ้าง

จากนั้นก็มานั่งฟังเทคนิคจากครูทั้ง 2 ท่านเช่นเดิมครับ

แต่แค่ฟังคงไม่เข้าใจ ก็ต้องให้ครูสาธิตให้ดูกันสด ๆ ครับ

ก่อนที่จะให้เราไปทดลองขับกันคนละ 2 รอบครับ โดยรอบแรกครูบอกว่า ให้ไปช้า ๆ เพื่อดูทางให้แม่นยำครับ ส่วนรอบที่ 2 ให้ลองเพิ่มความเร็ว จะได้จับจังหวะของรถได้ครับ

ซึ่งครูได้แนะนำว่า เทคนิคในการขับของสถานีนี้คือ ปรับพวงมาลัยและเบาะให้สูงหน่อย เพื่อจะได้มองเห็นทิศทางไปได้ง่ายกว่าเดิมครับ

ส่วนรอบที่ 3 นั้น จะจับเวลาจริงครับ เพื่อหาคนที่ทำเวลาได้ดีที่สุดของกลุ่มครับ ซึ่งต้องออกไปขับทีละคนด้วยรถ Mercedes-AMG A45 ครับ

ในระหว่างที่รอคิวนั้น ก็เลยหันไปหาอะไรทานสักหน่อยครับ

จะบอกว่า Mercedes-Benz เค้าดูแลดีมากจริง ๆ ครับ เพราะอาหารทานรองท้องและเครื่องดื่มเย็น ๆ นั้น มีให้ทุกจุด ทุกสถานีครับ ไม่ต้องกลัวหิวกระหายเลยครับ

แถมเวลาที่เราต้องเดินฝ่าแดดไปที่รถ ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยกางร่มให้ตลอดเวลาครับ เพราะแดดวันนี้ร้อนแรงเหลือเกินครับ

และแล้วก็ถึงคิวเบียร์ครับ

ครูบอกว่า เบียร์ทำความเร็วได้ดีเลย แต่เบียร์ไปพลาด เลี้ยวผิดไปประตูนึงครับ เลยแพ้ฟาล์วไปอย่างน่าเสียดาย

และคนสุดท้ายของกลุ่มก็คือ น้องเจครับ

ผลปรากฎว่า เธอทำได้ดีเกินคาดครับ ไม่ผิดประตูเลยแม้แต่นิดเดียว

หลังจากจบรอบแล้ว เราสองคนก็พูดได้คำเดียวว่า “อยากขับอีก” เพราะความรู้สึกคือ ไม่ใช่ยิ่งขับยิ่งมันส์เท่านั้นนะครับ แต่ยิ่งขับ ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทั้งหมดนี้คือ การเพิ่มทักษะให้กับเราสองคนล้วน ๆ เลยครับ

แต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะหมดเวลาลงไปเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาพักเบรคเติมพลังกันเล็กน้อยครับ

ที่จริงก็ไม่เล็กน้อยหรอกครับ เพราะเดินกินแทบทั้งวันจริง ๆ 5555+

นอกจากคนขับแล้ว บรรดารถ Mercedes-AMG เองก็คงต้องเติมพลังเช่นเดียวกับเรา

หายเหนื่อยแล้วก็กลับมารับหมวกกันน็อคกันอีกรอบครับ

เพราะคราวนี้เราต้องกลับไปขับรถลงสนามช้างกันเหมือนเดิม ซึ่งคันแรกที่เบียร์ขอลองคือ Mercedes-AMG SLC43 สปอร์ตเปิดประทุนน้องเล็กครับ

ภายในยังเป็นสไตล์ดั้งเดิมครับ

ส่วนเกียร์อยู่ในตำแหน่งปกติครับ

เบียร์พึ่งสัมผัสได้ว่าคันเร่งของ SLC43 นั้น ค่อนข้างเยื้องไปทางขวา ต่างจากรุ่นอื่นทั่วไปครับ ทำให้ครั้งแรกที่ขับจะไม่ค่อยชินครับ

แต่พอย้ายตำแหน่งมาให้น้องเจขับบ้าง กลับพบปัญหาเหมือนกับ GT C คันเมื่อวานเป๊ะเลยครับ คือ เธอเหยียบคันเร่งไม่ถนัดครับ

เธอถึงกับบ่นออกมาด้วยความเซ็งว่า คงไม่มีวาสนาขับรถสปอร์ต Roadster ของ AMG อย่างแน่นอน

และเมื่อขอเปลี่ยนรถมาขับ Mercedes-AMG C43 ก็ทำให้เธอมั่นใจขึ้นมาอีกครั้งกับการขับขี่ครับ เพราะนอกจากสรีระและท่าทางการขับจะสะดวกสบายแล้ว เหตุผลสำคัญอีกข้อคือ เราพึ่งผ่านสถานี Auto X มาหมาดๆ เลยทำให้นำเทคนิคการขับมาปรับใช้ในสนามแข่งได้ง่ายขึ้น

ด้วยเทคนิคง่าย ๆ “มองให้ไกลแล้วไปที่ประตู”ครับ

ต่อด้วย Mercedes-AMG GT 53 4 Doors Coupe ครับ

ซึ่งคันนี้ไม่มีอะไรให้ติเลยครับ เพราะทั้งแรง ทั้งนิ่ม ทั้งนั่งสบาย และควบคุมได้ง่าย

และในที่สุดก็ถึงรอบสุดท้ายครับกับ CLS53 อีกครั้ง

รอบนี้ครูฝึกบอกว่า วนกันมาจนน่าจะคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว รอบนี้ขอให้ใส่ความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่ม skill ในการขับให้ถึงขีดสุดที่เราจะทำได้ครับ

แวบแรกที่เบียร์ได้ยิน เบียร์กลับตกใจครับ ว่าทำไมครูฝึกถึงมั่นใจมากนักที่จะให้ใส่ความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่ละคนก็ไม่ใช่นักขับมืออาชีพ แถมมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายอีกต่างหาก

และแล้วเบียร์ก็เข้าใจคำตอบด้วยตัวเองครับ เมื่อเห็นภาพที่น้องเจกำลังควบเจ้า CLS53 สาดโค้งกลับรถโค้งแรกที่เบียร์เคยพลาดเมื่อเช้านั่นละ

ด้วยจังหวะที่เพื่อนในกลุ่มคันหน้าช้ากว่าปกติ จึงทำให้น้องเจต้องเหยียบเบรคขณะเข้าโค้ง เพราะกลัวรถจะพุ่งไปชนคันหน้า

วินาทีนั้น ความรู้สึกเบียร์เองถูกดึงย้อนกลับไปในช่วงเช้าเป๊ะเลย ที่รู้สึกว่า ตัวเองอาจจะกำลังหมุนและหลุดโค้ง เพียงแต่รอบนี้มันเหนือการควบคุมของเบียร์ จึงทำได้แค่เพียงนั่งลุ้น

เสี้ยววินาทีนั้น เข็มขัดนิรภัยของรถก็จัดการดึงตัวเราสองคนไปแนบกับเบาะอย่างรู้สึกได้ชัด เหมือนเตรียมตัวที่จะปกป้องเราจากอาการของรถที่กำลังจะเกิดขึ้น

แต่แล้ว กลับไม่มีอะไรใด ๆ เกิดขึ้นเลย เพราะนอกจากน้องเจจะหยุดรถได้ทันท่วงทีแล้ว รถก็ไม่ได้หมุนหรือปัดจนเสียอาการแต่อย่างใด

และนี่ละคือ คำตอบที่ชัดเจนของเบียร์ เพราะรถยนต์ Mercedes-AMG นั้น มีระบบความปลอดภัยมากเพียงพอที่จะปกป้องและคุ้มครองเจ้าของรถได้ในกรณีแบบนี้

ที่สำคัญ มันทำให้เบียร์และน้องเจเกิดความรู้สึกกับรถ Mercedes-AMG เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยคิดแค่ว่า รถแรง ๆ จะไปวิ่งที่ไหนได้ ซื้อไปทำไมให้เปลืองตังค์

กลับกลายเป็นว่า รถ Mercedes-AMG ไม่มีมีดีแค่ความแรง แต่ยังแฝงไปด้วยความปลอดภัยที่เหนือชั้น สร้างความมั่นใจให้เราได้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

จนเสียงครูฝึกที่พูดกับเบียร์เมื่อวานดังก้องหัวขึ้นมาอีกครั้งว่า “ขอให้เชื่อมั่นในรถ และทำตามที่ครูแนะนำ”

จึงไม่แปลกใจว่าทำไมครูฝึกถึง“กล้า” ที่จะให้พวกเราขับกันได้เต็มที่แบบนี้

จบการขับในสนามเรียบร้อย เข้าใจในทันทีว่า บรรดานักแข่งรถต้องเก่งมากขนาดไหน ที่จะต้องใช้สมาธิ และความสามารถในการขับวนไม่รู้กี่รอบสนาม พร้อมกับรถอีกจำนวนมากที่พร้อมจะแซงไปได้ตลอดเวลา

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ประกาศรางวัลให้ผู้ชนะจากการจับเวลาในสถานี Auto X ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะได้รางวัลเป็นของที่ระลึกจาก AMG แล้ว ยังได้รางวัลเป็นของที่ระทึก ด้วยการได้นั่งในรถ Mercedes-AMG GT R ที่แรงที่สุดไปกับครูฝึกนั่นเอง เพื่อจะได้สัมผัสการขับขี่ที่เร็วและแรงอย่างแท้จริงในกิจกรรม Taxi Ride

ส่วนคนที่ไม่ชนะก็ได้นั่งใน CLS53 แทนครับ

ซึ่งกิจกรรม Taxi Ride ที่ขับโดยครุฝึกหรือ Instructor ชาวฝรั่งนั้น ทำให้เราได้สัมผัสความเร็ว และการเข้าโค้งที่รุนแรง รวมถึงท่าทางในการขับของครูฝึกด้วยครับ

แม้เบียร์จะแอบเห็นเลขไมล์ความเร็วที่สูง แต่กลับไม่รู้สึกหวาดเสียวใด ๆ ครับ ซึ่งขอยกความดีให้กับรถยนต์ Mercedes-AMG CLS53 ไปเลยครับ

กลับมาถึงพิท สิ่งที่เบียร์คิดได้อีกอย่างก็คือ รถ Mercedes-AMG แต่ละคันนั้น วิ่งไปไม่รู้กี่รอบสนาม ใช้ประสิทธิภาพอย่างเต็มกำลังตลอดเวลา แต่กลับไม่เห็นมีปัญหา หรือต้องกลับมาจอดพักเครื่องแต่อย่างใด

ต่างกับ Nissan Juke-R รถ Nissan Juke รุ่นพิเศษที่ใส่เครื่องยนต์ของรถ GT-R เข้าไป โดยทาง Nissan เคยเชิญเบียร์ไปทดสอบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ขับวนได้ไม่กี่รอบก็ต้องมาจอดพัก เปิดพัดลมระบายความร้อนกันเป็นระยะ ๆ

นั่นเป็นเพราะว่า การจูนมา ไม่เหมาะกับอากาศร้อนในเมืองไทย

ต่างกับรถ Mercedes-AMG ที่ทำมาจำหน่ายโดยเฉพาะด้วยการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศไทยนั่นเอง

ในขณะที่เดินกลับไปที่ห้องรับรองนั้น เบียร์ได้ยินลูกค้าอีกท่านหนึ่งถามครูฝึกว่า รถพวกนี้ที่ได้ขับ เป็นการปรับแต่งพิเศษจากรถที่ขายปกติใช่ไหม? ถึงได้ขับดีมากเหลือเกิน

ครูฝึกยิ้มและบอกว่า รถทุกคันที่ทุกคนได้ขับ คือ รถที่จำหน่ายจริงในประเทศไทย และได้ประสิทธิภาพทุกอย่างตามที่ได้สัมผัสเลยครับ

เดินมาถึงห้องรับรองเรียบร้อย ก็ได้รับประกาศนียบัตรจาก AMG ครับ

ซึ่งใช้เป็นหลักฐานได้เมื่อเราอยากจะขึ้นไปอบรมในระดับที่สูงขึ้นในอนาคตครับ

และสุดท้ายทาง Mercedes-Benz ก็มีแจกรางวัลพิเศษให้ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมครับ เช่น ลูกค้าผู้หญิงที่เร็วที่สุด ขวัญใจครูฝึก และรางวัล Hashtag จาก Social Network เป็นต้นครับ ซึ่งแน่นอนว่า เบียร์ไม่ได้สักรางวัลเลย 55555+

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ได้รับรางวัลด้วยนะครับ

จากนั้นก็ลงมารับข้าวกล่องไปทานในรถบัสครับ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางไปสนามบินต่อครับ

มีผลไม้ให้ด้วยครับ อร่อยทุกอย่างเลย หรือหิวก็ไม่รู้ 5555+

และเมื่อถึงเวลา ก็โบกมือลาขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพครับ

อ้าว นี่เครื่องบินของ Mercedes-AMG นี่นา ได้เข็มขัดนิรภัยสีแดงด้วย

ไม่ใช่และ นี่สายการบินแอร์เอเซีย เค้าใช้สีแดงอยู่แล้ว 55555+

ตลอดทางที่กลับมา เบียร์และน้องเจต่างพูดคุยถึงงานนี้อย่างสนุกสนาน ลืมไปสนิทว่าเราเคยกลัว และกังวลในตอนแรก

และคำสุดท้ายที่เราสรุปกันก็คือ รถคันต่อไปของครอบครัวเราต้องมี Mercedes-AMG อย่างแน่นอน

สำหรับรีวิวงาน AMG Driving Academy ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ขอขอบคุณ Mercedes-Benz ประเทศไทยที่จัดงานดี ๆ อย่างนี้ให้ลูกค้าชาวไทยครับ

ขอขอบคุณ Mercedes-Benz Leasing ที่เชิญไปร่วมงานครับ

ขอขอบคุณทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้องในงานนี้ เพราะประทับใจในทุกการดูแลครับ ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน จะมีเจ้าหน้าที่ยืนบอกทางเป็นระยะๆ ครับ และถ้าต้องออกแดดก็คอยกางร่มให้ไม่ห่างครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องที่เข้ามาอ่านรีวิวนี้ทุกคนนะครับ เพราะเล่าซะยาวเหลือเกิน

แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้าครับ บ๊าย บายคร้าบบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *