รีวิว Toyota Sienta 1.5V ตอนที่ 1 ใจ…บอกว่าใช่เธอ

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่โตโยต้า ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่เอี่ยมอย่าง Toyota Sienta เมื่อกลางเดือนสิงหาคมปี 2016 ที่ผ่านมานั้น ก็ดึงดูดความสนใจของคนไทยไปมากพอสมควร

ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า ในช่วงเวลานั้น เบียร์ยังคงเป็น Brand Royalty ที่หลงใหลและคลั่งไคล้ในรถ Nissan อยู่เพียงยี่ห้อเดียว

นั่นเป็นเพราะความมั่นใจในตัวรถนิสสัน ที่ผูกพันธ์มามากมายหลายรุ่น

แต่การมาของ Toyota Sienta ในวันนั้น กลับทำให้เบียร์ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีกับรถ Mini MPV โฉมใหม่ในแบรนด์โตโยต้า

และทำให้นึกย้อนกลับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ที่ Honda ได้วางจำหน่ายรถสไตล์เดียวกันอย่าง Honda Freed แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ด้วยราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างสูงเกินไปในสายตาของประชาชนคนไทย จนต้องถอยทัพกลับอินโดไปในที่สุด

แน่นอนว่า Toyota เองก็รู้จุดอ่อนข้อนี้ดี จึงตัดสินใจวางจำหน่ายเจ้า Sienta ในราคาเพียง 7.5 – 8.65 แสนบาทเท่านั้น

แม้ครั้งแรกที่เบียร์ได้เห็นภาพเปิดตัวรถจากสื่อต่าง ๆ นั้น จะรู้สึกหงุดหงิดและตะขิดตะขวงใจกับการออกแบบเส้นสายลายหนวดเขี้ยวรอบคันอยู่บ้าง

แต่ฟังค์ชั่นการใช้งานภายใน รวมถึงประตูสไลด์ไฟฟ้ากลับดึงดูดให้รู้สึกว่า “เป็นรถที่น่าสนใจ”

นั่นก็หมายความว่า ถ้าเปิดตัวออกมาให้หน้าตาดูดีเหมือน Freed แล้วได้ฟังค์ชั่นและราคาแบบ Sienta จะเดินเข้าโชว์รูมไปถอยออกมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ในเมื่อหน้าตายังไม่โดนใจ ก็ได้แต่รอดูกันต่อไป

จนเมื่อปลายเดือนกันยายน 2016 ในขณะที่เบียร์กำลังเดินอยู่ที่ลานจอดรถของห้างแห่งหนึ่ง บนถนนนวมินทร์นั้น ก็มี Toyota Sienta สีส้มที่เป็นรถทดสอบของโชว์รูมแห่งหนึ่งขับเข้ามาจอดอวดสายตาตรงหน้าพอดี

เมื่อได้สบตารถตัวเป็น ๆ อยู่ตรงหน้า เบียร์กลับรู้สึกว่า เซียนต้าเป็นรถที่สวยลงตัวทีเดียว ด้วยขนาดที่ไม่เล็กไป หรือใหญ่ไป เหมาะกับการใช้งานในเมืองสุดๆ

เลยได้บทเรียนสอนใจไว้ว่า การจะเลือกรถสักคัน ไม่ควรดูแต่รูปภาพหรือ VDO ใน Internet เท่านั้น เพราะการได้มองของจริงจะให้สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึก” ชัดเจนที่สุด ว่า เรารู้สึกอย่างไร? กับรถคันนี้

เพราะอย่าลืมนะครับว่า มุมมองภาพใน Internet นั้น แตกต่างกับมุมมองของจริงอย่างสิ้นเชิง

แม้จะเริ่มถูกอกถูกใจในตัวเซียนต้าขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่
ยังบ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวันอยู่ จึงตัดสินใจที่จะค่อย ๆ เรียนรู้และศึกษาปัญหาของเจ้าเซียนต้าไปก่อนดีกว่า….


แต่แล้ว พรหมลิขิตกลับบรรดาลชักพาให้เบียร์ทราบข่าวว่า มี Nissan Juke รุ่นพิเศษ Tokyo Edition สีขาวคันใหม่ ซึ่งเป็นคันสุดท้ายในประเทศไทยจอดอยู่ที่โชว์รูมนิสสันแห่งหนึ่ง

ซึ่งการพบเจอเจ้า Nissan Juke ในครั้งนี้ มันกลับทำให้เบียร์สับสนขึ้นมาทันที เพราะ Nissan Juke คือรถที่เบียร์ชอบมากที่สุดอยู่แล้ว โดยเฉพาะรุ่นพิเศษรุ่นนี้ ที่เป็นการนำ Juke รุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์มาตกแต่งได้อย่างลงตัว

แต่การจะซื้อ Juke มาใช้นั้น ก็จะดับฝันการซื้อ Sienta โดยทันที เพราะจะซื้อรถมาใช้เพิ่มทั้งที คงมีได้แค่คันเดียว

และหลังจากใช้เวลาถามใจตัวเองอยู่นานหลายคืน เบียร์จึงตัดสินใจเลือก Juke ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

  • เบียร์รักหน้าตาของ Juke มากจริง ๆ  และรักมานานมากแล้ว ถ้าใครตามอ่านรีวิวของเบียร์มาตลอดก็จะเข้าใจดี
  • รถคันนี้เป็นรุ่นพิเศษคันสุดท้าย และทราบมาว่านิสสันจะไม่นำเข้ามาจำหน่ายอีกแล้ว
  • เบียร์เองอยู่บ้านกับภรรยาเพียง 2 คน และไม่มีลูก ส่วนผู้โดยสารที่จะมานั่งเพิ่ม ก็มีเพียงคุณพ่อคุณแม่ของเราทั้งคู่ ซึ่งตอนนั้นยังมี Nissan Sylphy ที่ภายในกว้างขวางพอรองรับคุณพ่อคุณแม่ของเราทั้งสองคนอยู่แล้ว
  • ความรักในแบรนด์นิสสันล้วน ๆ ที่ดึงให้ใจยังคงใช้นิสสันต่อไป
  • ภาพลักษณ์ของการขับ Juke ที่รู้สึกเป็นตัวเองมากกว่า Sienta (ก็โตโยต้าเล่นเอาปู ไปรยามาเป็นพรีเซนเตอร์นี่นา เลยดูเหมือนรถของสาวๆ หรือคุณแม่ที่ต้องรับ-ส่งลูกๆ มากกว่า)
  • Sienta พึ่งเปิดตัวมาไม่นาน และยังมีรถจริงวิ่งไม่มากนัก จึงไม่แน่ใจในคุณภาพและปัญหาของรถ รวมถึงการทำตลาดว่าจะต้องเลิกจำหน่ายเหมือน Honda Freed หรือไม่?
  • แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้า Sienta เกิดขายดิบขายดี ก็ยังมีเวลาซื้อหามาใช้ได้ในอนาคต
  • และเหตุผลข้อสุดท้ายที่สำคัญคือ Toyota Sienta รุ่น V ที่อยากได้นั้น ราคาเต็ม 865,000 และแทบไม่มีส่วนลดเลย เพราะเป็นรถใหม่ ส่วน Juke รุ่น Tokyo Edition นั้น แม้ราคาเต็มอยู่ที่ 932,000 บาท แต่นิสสันออกโปรโมชั่น Motor Expo มอบส่วนลด 130,000 บาท ให้มาพอดี จึงทำให้ราคาจำหน่ายเหลือเพียง 802,000 บาทเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เบียร์จึงตัดใจจาก Sienta และหันไปคว้า Juke มาครอบครองทันที

แม้การตัดสินใจในวันนั้น จะทำให้เบียร์มีความสุขกับรถที่ตัวเองรักและตัวเองเลือก แต่สิ่งที่เบียร์ลืมคิดไป คือ วัยและสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่

เพราะในปีถัดมา คุณแม่เบียร์เกิดประสบอุบัติเหตุหกล้มอย่างรุนแรงที่น้ำตกตอนไปเที่ยวต่างจังหวัด ทำให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเช่นเคย

มาถึงบรรทัดนี้ เลยมีบทเรียนสอนใจให้เพิ่มอีกอย่างคือ การจะซื้อรถทั้งที อย่าลืมคิดถึงอนาคตข้างหน้า และเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้ด้วยนะครับ

และนั่นทำให้ Toyota Sienta วนเวียนกลับมาอยู่ในหัวของเบียร์อีกครั้ง

เมื่อได้กลับมาศึกษาข้อมูลเซียนต้าใหม่ เลยทำให้ได้รู้ว่า เซียนต้าเป็นหนึ่งในโครงการแลกเปลี่ยนรถกันขายของบริษัทโตโยต้าประเทศไทยกับอินโดนีเซีย โดยมีโควต้าการนำเข้าที่จำกัดปริมาณในแต่ละเดือนราว ๆ 400 – 500 คัน

ซึ่งพอมาดูยอดขายในไทย เบียร์ถึงกับต้องตกใจ เพราะ Toyota Sienta ก็มียอดขายสม่ำเสมอที่ 400-500 คันต่อเดือนมาโดยตลอดเช่นกัน

และด้วยยอดขายที่เต็มโควต้าทุกเดือนแบบนี้ คือ สิ่งที่ยืนยันในความนิยมของโตโยต้า เซียนต้าที่มีมากขึ้นจริง ๆ ครับ

พอลองสังเกตดูด้วยตาตัวเองในแต่ละวันที่ขับรถออกมา จะพบเซียนต้าสวนไปสวนมานับสิบๆ คัน

จนภรรยาถึงกับเอ่ยปากว่า “มองไปมองมา เซียนต้าก็สวยดีนะ”

ได้เห็น ได้ยินแบบนี้ ก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกใช้เซียนต้ามาตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว การจะเปลี่ยนรถใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะว่าไป เบียร์ก็ยังรัก Juke มากมายอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงต้องตัดใจจากเซียนต้าอีกครั้งเป็นรอบที่ 2


จนเมื่อเดือนกันยายนปี 2017 คุณภรรยาสุดที่รักก็ตัดสินใจซื้อรถใหม่เป็น Mercedes-Benz GLA 250 AMG ตามที่เคยรีวิวไปใน รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ตอนที่ 1 “รักแรกพบ”แล้วนั้น



การมาของ GLA นั้น ถือเป็นการตอกย้ำว่า เราสองคนชอบรถแนว SUV ไซส์นี้จริง ๆ

แม้ GLA จะมีความกว้างภายในมากกว่า  Juke แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับเลยคือ รถทั้ง 2 คันนั้น แคบเกินไปสำหรับครอบครัวใหญ่

หลายครั้งที่เราสองคนขับรถไปรับคุณพ่อคุณแม่ เราก็เห็นความยากลำบากในการขึ้น-ลงรถของท่าน

และนั่นทำให้ Toyota Sienta ปรากฎชัดขึ้นในใจของเบียร์ขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็น Toyota Sienta ละ? ในเมื่อรถ 7 ที่นั่งก็มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Honda , Mitsubishi หรือ Suzuki

แต่คำตอบที่เบียร์ขอยืนยัน นั่งยัน และนอนยันก็คือ Toyota Sienta เป็นรถรุ่นเดียวที่มีประตูสไลด์!! มีความสูงของพื้นในระดับพอดีที่เหมาะสมกับผู้ใหญ่ และราคาไม่แพงเกินไป!

อย่างคุณพ่อตาของเบียร์นั้น ท่านมีอายุทะลุหลักเก้าไปเรียบร้อยแล้ว และเบียร์จะเห็นท่านก้าวขึ้น GLA หรือ Juke ค่อนข้างลำบาก แม้ความจริงท่านจะยังแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่วมากกว่าคนในวัยเดียวกันก็ตาม

ส่วนคุณพ่อของเบียร์เอง ท่านก็ไม่ค่อยระมัดระวังในการเปิดประตูรถนัก ทำให้มีความกังวลว่าจะพลาดเปิดไปชนรถคันอื่นที่จอดอยู่ข้างกัน

และส่วนตัวเบียร์เองก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้รถขนาด 7 ที่นั่งหรอกครับ เพราะการเดินทางแต่ละครั้ง ก็ไปกันไม่เกิน 4 -5 คนอยู่แล้ว

แต่ถ้าถามว่า ทำไมไม่เอารถคันใหญ่ไปเลย อย่างเช่น Hyundai H1

หรือ Toyota Vellfire / Alphard อะไรแบบนั้น ก็ตอบได้เลยว่า ราคาและขนาดรถนั้น ใหญ่เกินความจำเป็นไป

อีกทั้งเบียร์เองก็ยังคงต้องขับรถด้วยตัวเองอยู่ เพราะยังไม่มีเงินมากพอที่จะไปจ้างใครมาขับให้นั่งสบาย ๆ บนรถ MPV ขนาดใหญ่แบบนี้

และที่สำคัญ เวลาที่ไม่ต้องดูแลพาคุณพ่อคุณแม่ไปไหน เบียร์ก็ยังสามารถใช้รถคันนี้ขนสินค้าไปส่ง หรือบรรทุกจักรยานไปขี่ออกกำลังกายได้อย่างสะดวกสบายและคล่องตัวกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

แม้เหตุผลที่กล่าวมาจะเริ่มลงตัวไปทุกข้อแล้วก็ตาม แต่ด้วยอายุการตลาดของ Sienta นั้น ก็กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 3 เช่นเดียวกัน

ซึ่งโดยปกติ รถที่ทำตลาดมาราว 3 ปี ก็จะมีการขยับขยายปรับเปลี่ยนหน้าตาบ้าง เพิ่มอุปกรณ์บ้าง ตามที่เราเรียกกันว่า “รุ่นไมเนอร์เชนจ์”

และประจวบเหมาะกับที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีการปรับเปลี่ยนโฉมไมเนอร์เชนจ์มาพอดิบพอดีในเดือนกันยายนปี 2018 ทำให้เบียร์เริ่มกลับมาคิดอีกครั้งว่า จะรอโฉมใหม่มาก่อนดีกว่าไหม? เผื่อจะมีอะไรปรับปรุงเปลี่ยนใหม่ให้ดีขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ก็คือ แม้เซียนต้าจะคือรถยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น แต่เราไม่สามารถอิงข้อมูลรถจากประเทศญี่ปุ่นได้เลย เพราะรถเซียนต้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น เป็นโฉมที่จำหน่ายอยู่ในประเทศอินโดนีเซียอยู่แล้ว และมีการปรับสเปค อุปกรณ์ เช่น ตำแหน่งของเกียร์ตามรถในอินโดนีเซีย จากนั้นก็นำเข้ามาทั้งคันด้วยสิทธิพิเศษทางภาษี 0% ครับ

ดังนั้น ถ้าอินโดนีเซียไม่มีการไมเนอร์เชนจ์ ในไทยก็คงจะยากที่จะไมเนอร์เชนจ์นั่นเอง


จนปลายปี 2018 คุณภรรยาก็ตัดสินใจประกาศขาย Nissan Sylphy คู่ใจที่ตอนนี้ได้แต่จอดนิ่งๆ ออกไป เพื่อเปลี่ยนมาใช้รถกระบะไว้ขนของแทน

โดยปกติแล้ว เราคงเลือก Nissan Navara เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่เหมือนที่พึ่งพาพี่ชายไปซื้อมาใช้เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา

แต่ในเวลานี้ เรากลับอยากลองเปิดใจให้แบรนด์อื่นเข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม เพราะไม่อยากจำกัดกรอบความคิดที่จะซื้อแต่รถนิสสันยี่ห้อเดียวอีกต่อไป

และโตโยต้า รีโว่ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกของเรา ทั้งที่เราสองคนยอมรับตรง ๆ เลยว่า ตั้งแต่เปิดตัวมา ไม่เคยชอบเจ้ารีโว่เลยแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งเบียร์ก็ใช้โอกาสนี้ มาตอกย้ำความมั่นใจในโตโยต้า เซียนต้าทันที ด้วยการเข้าไปดูและทดสอบรถทั้ง 2 รุ่นที่โชว์รูมโตโยต้าพร้อมๆ กัน

จะได้รู้ไปเลยว่า เซียนต้ารุ่นปัจจุบันจะใช่รถที่เบียร์ต้องการจริง ๆ หรือเปล่า?

เพราะสิ่งที่สำคัญในการซื้อรถ ไม่ใช่แค่หาข้อมูลใน Internet หรือสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้นนะครับ เหมือนประโยคที่พูดกันมา “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” ดังนั้น นอกจากการเห็นรถคันจริงแล้ว การได้สัมผัสด้วยการทดลองขับ หรือทดลองนั่ง คือ สิ่งที่ควรทำที่สุดครับ

แล้วจะไปโชว์รูมไหนดีละ?

สำหรับคนทั่วไป ก็แค่หาโชว์รูมโตโยต้าที่ใกล้บ้าน เพราะข้อดีของโตโยต้าคือ มีศูนย์บริการเยอะมากกกก มีอยู่ทุกถนน แถมบางถนนก็มีหลายที่เหลือเกิน

แต่สำหรับเซียนต้านั้น เป็นรถที่ค่อนข้างหาชมหรือหาทดลองขับได้ยากกว่ารถรุ่นอื่น ๆ ของโตโยต้า ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่สนใจรุ่นนี้ ควรโทรสอบถามเซลล์หรือโชว์รูมที่สะดวกก่อนเดินทางไปด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา

หมายเหตุ : สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่อยากคุยเงื่อนไขการออกรถ เพราะแค่อยากทดสอบสมรรถนะของรถล้วน ๆ สามารถไปลงทะเบียนทดสอบรถผ่านเวบไซท์ของศูนย์ Toyota Driving Experience Park ที่ถนนบางนาได้ฟรีครับ โดยเข้าไปลงทะเบียนที่นี่เลยครับ

ที่สำคัญ การซื้อโตโยต้าครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของเบียร์ซะด้วย ต่างกับรถนิสสันที่รู้จักมักจี่กับศูนย์และเซลล์หลายที่ดีอยู่แล้ว

ถึงแม้ว่า เบียร์เองจะรู้จักกับเซลล์โตโยต้าหลายคน แต่ก็ยังไม่เคยซื้อกับใครเลยสักคน ซึ่งเบียร์มองว่า ไม่จำเป็นจะต้องซื้อรถกับคนที่เรารู้จักก็ได้ แต่ควรซื้อกับคนที่เราคิดว่าเหมาะสม และเข้าใจความต้องการของเราได้มากที่สุด

และจะว่าไป เซลล์ที่มีคุณสมบัตินั้น ๆ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเซลล์ที่ใช้รถรุ่นเดียวกับที่เราสนใจ เพราะเบียร์ถือว่า เค้าต้องรู้จักรถรุ่นนี้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวเบียร์ชอบเซลล์ลักษณะแบบนี้

จนในที่สุดก็ได้มารู้จักกับ คุณเล็ก เซลล์หนุ่มจากโตโยต้า เค มอเตอร์ สาขารามคำแหง ที่ใช้รถเซียนต้าเป็นรถส่วนตัวตรงตามที่ต้องการพอดี เบียร์จึงนัดหมายกับคุณเล็กล่วงหน้าเพื่อให้คุณเล็กได้เตรียมรถทดลองขับไว้ให้ครับ

และทันทีที่เบียร์เดินทางไปที่โชว์รูมโตโยต้า เค มอเตอร์ รามคำแหงตามวัน-เวลาที่นัดหมายเอาไว้ เบียร์ก็ยื่นใบขับขี่และเซ็นชื่อลงเอกสารขอทดสอบรถทันทีครับ ก่อนที่คุณเล็กจะขับโตโยต้า เซียนต้า รุ่น V สีขาวมารับที่หน้าประตู และเปิดประตูสไลด์ไฟฟ้าให้เบียร์ลองนั่งเบาะแถวสองก่อนเลย

ถึงแม้การนั่งจะเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างที่คุณเล็กขับพาออกจากโชว์รูม เลี้ยวลัดเลาะเข้าซอยรามคำแหง 32 มาออกถนนหัวหมากก็ตาม แต่ก็เป็นความรู้สึกที่สบาย และถูกใจมากสำหรับเบาะแถวที่ 2

มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ถูกใจคือ แอร์หลังที่เสียงดังไปหน่อย เมื่อเปิดเบอร์แรงสุดครับ แต่ถ้าลดระดับความแรงลงมา ก็จะเงียบเป็นปกติครับ

นั่งสบายได้เพียงแวบเดียว คุณเล็กก็จอดรถชิดซ้าย และย้ายตัวเองไปนั่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้า เพื่อรอให้เบียร์มาขับทดสอบครับ

ความรู้สึกแรกที่ได้เข้าไปนั่งที่เบาะคนขับ เบียร์พบว่า เซียนต้าเป็นรถที่ทัศนวิสัยดีมากทีเดียว ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด เหมือนเจ้า GLA ที่เพิ่งขับมาจอดที่โชว์รูม

เบียร์จัดการปรับเบาะคนขับและพวงมาลัยที่โยกสูง-ต่ำได้ รวมถึงกระจกมองข้างและมองหลังให้เข้าที่ ก่อนจะตบเกียร์แบบขั้นบันได มาที่ D แล้วทะยานออกไปอย่างนิ่มนวล

เส้นทางที่ใช้ทดสอบคือ ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า หรือ ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ซึ่งยังไม่ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ ทำให้ถนนโล่ง ขับทดสอบได้อย่างสะดวกสบาย

ในความรู้สึกของอัตราเร่งนั้น ด้วยความเป็นเกียร์ CVT หรือเกียร์รถผู้ดี ที่ต้องขับแบบค่อย ๆ ไปนั้น ทำให้การขับขี่แบบปกติ มีความสะดวกสบาย ไหลลื่น ซึ่งเบียร์เองใช้รถเกียร์ CVT ของนิสสันมาตลอด จึงค่อนข้างคุ้นชินกับนิสัยเกียร์แบบนี้อยู่แล้ว

แต่เกียร์ CVT ของเซียนต้านั้น มีการปรับอัตราเร่งมาให้ในช่วงต้นด้วย ทำให้เวลาที่จะขึ้นสะพาน หรือเร่งแซงนั้น รอบเครื่องจะกระโดด และรถจะพุ่งขึ้นไวมากกว่าปกติ สร้างความมั่นใจในการเร่งแซงช่วงต้น จนพ้นแล้ว แรงจึงค่อย ๆ แผ่วลงในช่วงปลาย

ซึ่งถ้าเราไม่รักษาระดับคันเร่งไว้ แต่ยังคงบี้คันเร่งต่อไปด้วยความสะใจ ก็จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารอย่างชัดเจน และรถก็จะไม่พุ่งไวดังใจตามสไตล์ CVT

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ไม่เคยขับรถเกียร์ CVT มาก่อน ก็ควรปรับตัวสักเล็กน้อย ในการใช้งาน ไม่ควรเหยียบคันเร่งมากไป แต่ควรค่อย ๆ เหยียบ แล้วรถจะค่อย ๆ ขึ้นไปของมันเอง

ขับได้สักพัก เบียร์ก็วิ่งเข้าถนนคู่ขนานที่ไม่มีรถวิ่งตามมา และตัดสินใจเหยียบเบรคทันทีเพื่อหยุดรถ ก็พบว่า การตอบสนองของเซียนต้าดีมาก หยุดได้ดังใจสั่งจริง ๆ

เมื่อรถหยุดสนิทเรียบร้อย ก็ทดลองถอยจอดข้างทาง ก็ทำได้อย่างง่ายดายด้วยกระจกมองข้างด้านซ้ายที่ให้ความกว้างขวาง

รวมถึงกล้องมองหลังในรุ่น V ที่เห็นภาพด้านหลังรถอย่างชัดเจน

เบียร์ออกตัวอีกครั้ง เพื่อไปกลับรถด้านหน้า ซึ่งแม้วงเลี้ยวของเซียนต้ารุ่น V นั้น จะกว้างกว่ารุ่น G เพราะขนาดล้อที่ใหญ่กว่า แต่ก็สามารถกลับรถวงแคบได้อย่างสบาย ให้ความคล่องตัวสุด ๆ

เมื่อทดสอบจนพอใจแล้ว เบียร์ก็เปลี่ยนให้คุณเล็กมาขับกลับ แล้วขอตัวไปนั่งเบาะแถวสามแทน

อาจจะด้วยระยะทางสั้น ๆ ที่ได้นั่ง ทำให้เบียร์ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรในการนั่งเบาะนี้ รู้สึกดีกว่าที่คิดซะด้วยซ้ำ

เพราะอย่างที่เคยบอกไป ว่า เบียร์ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเบาะแถวนี้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีผู้โดยสารมากมายเกิน 5 คน แต่มีไว้สำรองเผื่อยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

จึงรู้สึกถูกใจที่เซียนต้าสามารถพับเบาะแถว 3 เก็บไปได้เลยโดยไม่เกะกะนั่นเอง

กลับถึงโชว์รูม ก็ใช้เวลานั่งพูดคุยกับคุณเล็กต่อ ซึ่งยอมรับว่า ประทับใจคุณเล็กที่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา เรียกได้ว่า ไม่เหมือนเซลล์ทั่วไปที่เสนอแต่ด้านดีของรถเท่านั้น

แต่คุณเล็กพูดคุยเหมือนเพื่อนที่เรามาปรึกษาเรื่องรถแทน เพราะพูดทั้งข้อดี ข้อเสีย ซึ่งที่จริงพูดแต่ข้อเสียมากกว่าด้วยซ้ำ เพื่อตอกย้ำให้เบียร์รู้ข้อมูลที่ชัดเจน จากคนที่ใช้จริงอย่างเค้า

เมื่อคุยเรื่องรถเสร็จ เบียร์จึงให้คุณเล็กทำข้อเสนอการซื้อมาให้ทั้งเซียนต้า และกระบะรีโว่ ซึ่งที่ศูนย์โตโยต้านั้นเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีประโยชน์ โดยจิ้ม ๆ ข้อมูลลงโปรแกรมขายใน ipad และสรุปออกมาอย่างรวดเร็วและชัดเจนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคา ส่วนลด ของแถม หรือแม้แต่ตารางการผ่อนชำระ

ไม่ต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลข และเขียนลงกระดาษ A4 ให้วุ่นวายเลย

ที่สำคัญ ทำให้รู้สึกถึงมาตรฐานการซื้อขายอีกด้วย ไม่ต้องมีนอกมีใน แอบแฝงอะไร แล้วอาจจะแอบบิดพลิ้วได้ในภายหลัง

เพราะทุกอย่างจะถูกพิมพ์ลงในระบบทั้งหมดนั่นเอง ไม่ต้องแอบเขียนลงกระดาษเปล่า แล้วบอกว่า “เรารู้กันสองคนนะครับ”


ออกจากโชว์รูมมา ยอมรับเลยว่า Sienta คือรถที่ “ใช่” และเหมาะกับ Life Style การใช้ชีวิตประจำวันมากที่สุดแล้วในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทนี้

แต่ปัญหาก็ยังอยู่ที่ว่า เบียร์ยังตัดใจขาย Nissan Juke คันโปรดออกไปไม่ได้ เพราะใจยังรักมากมายเหลือเกิน

แต่ในขณะที่คิดและตัดสินใจอยู่นั้น พลันก็ได้ข่าวจากพี่สาวว่า หลานชายที่อยู่อเมริกากำลังเดินทางกลับมาทำงานที่เมืองไทย

ด้วยความดีใจที่ไม่ได้เจอหน้ากันมากว่า 8 ปี เบียร์จึงพาคุณแม่และภรรยาเดินทางไปรับหลานชายที่สนามบินทันที ด้วย Nissan Sylphy ที่ลงประกาศขายไว้ แต่ก็ยังไม่มีคนซื้อต่อไป เพราะเป็นรถที่ภายในกว้างที่สุดเท่าที่มีแล้วในเวลานั้น

และการตัดสินใจก็ไม่ผิดพลาด เพราะเรื่องเซอร์ไพรส์ก็คือ หลายชายไม่ได้มาคนเดียว แต่กลับพาเพื่อนสนิทมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ซึ่งทั้ง 2 หนุ่มนั้นก็มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 180 เซนติเมตร และที่สำคัญ มีกระเป๋าเดินทางรวมกันมากถึง 6 ใบ!!

ถึงแม้ในคืนนั้น เบียร์จะจัดการพาหลานและครอบครัวพร้อมกระเป๋าเดินทางทั้งหมด กลับบ้านได้ครบถ้วน แต่ก็ลำบากลำบน ใช้เวลาจัดคน จัดของอยู่นานทีเดียว

และเมื่อคิดถึงภารกิจต่อจากนี้ ที่ต้องพาหลานชายไปไหนมาไหนร่วมกับครอบครัวเสมือนเรามีลูกต้องดูแลด้วยแล้ว ทำให้เบียร์คิดถึงเซียนต้าขึ้นมาอีกครั้งอย่างแรงกล้า เพราะถ้าใช้เซียนต้า ปัญหาพวกนี้จะหมดไป

เบียร์จึงยอมตัดใจ และลงประกาศขาย Nissan Juke ทันที!!!

ซึ่งจะว่าไป การขาย Juke ออกไป ค่อนข้างใช้เวลามากพอสมควร เนื่องจากว่า เบียร์เลือกที่จะขายรถด้วยตัวเอง

ข้อดีของการขายรถเอง คือ เรื่องราคา ที่จะได้มากกว่า ส่วนข้อดีของการขายผ่านนายหน้า จะได้เงินไปออกเซียนต้าต่อได้ทันที แต่จะถูกกดราคามากกว่าเยอะ

แต่เหตุผลสำคัญที่สุด คือ เบียร์ไม่ได้อยากขายให้ใครก็ได้ที่มีเงินมาซื้อ เพราะเบียร์อยากขายให้คนที่รัก Juke คันนี้จริงๆ มาดูแลต่อ เหมือนที่เบียร์เคยขายรถทุกคันมาก่อนหน้านี้

จึงต้องใช้เวลาตามหาคนที่ใช่นานกว่า 3 เดือน!! ถึงจะทำเรื่องโอนรถให้เจ้าของคนใหม่รับรถไปในวันที่ 1 มีนาคม 2019!!


มาถึงตอนนี้ คุณภรรยาจึงถามย้ำอีกครั้งว่า “นี่ก็เดือนมีนาคมแล้ว จะไม่รอ Sienta ตัวไมเนอร์เชนจ์จริง ๆ หรอ?”

เบียร์จึงตอบภรรยาไปว่า ถ้าเซียนต้าคันไหนจะเป็นรถของเรา มันก็จะเป็นรถของเรา ก็เหมือนกับ Juke ที่ตอนนั้นเป็นของเรา จึงได้มาโดยไม่คาดคิด ทั้งที่จริงก็มีคนตามหากันมากมายในเวลานั้น

ที่สำคัญ เบียร์ลองเช็คข้อมูลเบื้องต้นของเจ้าเซียนต้าแล้ว ก็ทราบว่า ถ้าจะมีไมเนอร์เชนจ์จริง ๆ อย่างเร็วที่สุดก็น่าจะปลายปี 2019 ซึ่งเบียร์คงรอไม่ไหว เพราะเวลานี้เบียร์จำเป็นต้องใช้รถ 7 ที่นั่งอย่างแน่นอนแล้ว

และเมื่อไปเปิดดูยอดขายของเซียนต้า ที่ผ่านมา 2 ปีกว่า ก็ยังคงขายได้เต็มโควต้าอยู่ทุกๆ เดือน

ซึ่งปกติแล้ว รถที่มียอดขายสม่ำเสมอขนาดนี้ ยากที่จะมีไมเนอร์เชนจ์ เพราะค่ายรถเห็นว่ายังขายดีอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรให้วุ่นวาย

พอไปสังเกตจากแคมเปญโฆษณา เบียร์ก็พบว่า โตโยต้าแทบไม่ออกโฆษณาเซียนต้ามาอีกเลย

แถมดีลเลอร์ต่าง ๆ ก็ไม่มีการลงรูปเซียนต้าทำการตลาดแต่อย่างใด ต่างกับรถที่ประกอบในประเทศรุ่นอื่น ๆ ทั่วไป ที่จัดโปรดึงดูดใจกันครบทุกรุ่น

และจะว่าไป ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีรถรุ่นไหน ทำให้อยากได้ แล้วตัดใจ อยากได้ แล้วตัดใจ วนเวียนเรื่อยไปถึง 4 รอบ!!

ในเมื่อใจ…บอกว่าใช่เธอแล้ว เราคงไม่แคล้วกัน

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงตัดสินใจเดินทางไปจอง Toyota Sienta คันใหม่ที่โชว์รูมทันที!!

แล้วพบกันใหม่ในตอนที่ 2 รีวิวการจองรถนะครับ ขอบคุณมากครับ

เพื่อน ๆ สามารถติดตามรีวิวรถจาก”คนใช้รถ”ได้ที่

https://www.konchairot.com/

https://www.facebook.com/konchairot

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *