รีวิว Toyota Sienta 1.5V ตอนที่ 2 ได้เวลาจอง…น้องเซียนต้า

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากทำเรื่องโอนรถ Nissan Juke คันเก่าเรียบร้อย ก็ได้เวลาไปสอยเจ้า Sienta

โดยเบียร์นัดหมายเข้าไปพูดคุยทำสัญญากันในวันที่ 6 มีนาคม 2019 ที่โชว์รูมโตโยต้า เคมอเตอร์ สาขา รามคำแหงครับ

เริ่มต้นก็เลือกรุ่นย่อยของรถกันก่อน ว่าจะเลือก Sienta รุ่นไหน?

ซึ่ง Sienta นั้นมีให้เลือกง่าย ๆ แค่ 2 รุ่นย่อยเท่านั้น

  1. รุ่น G ราคา 750,000 บาท
  2. รุ่น V ราคา 865,000 บาท

ต่างกับรถกระบะ Revo ที่เบียร์มาเลือกไปก่อนหน้านี้ มีรุ่นย่อยเยอะมากกกกก รายนั้นนอกจากจะเลือกประตูได้แล้ว ว่าจะเอาตอนเดียว มีแคป หรือ 4 ประตู ก็ยังต้องมาเลือกอีกว่า เอาตัวเตี้ย หรือยกสูง จากนั้นก็มาเลือกเกียร์ เลือกเกียร์เสร็จ ก็ต้องมาเลือกรุ่นย่อยอีกทีว่า จะเอา Option ความสะดวกสบายมากน้อยแค่ไหน? เรียกว่า กว่าจะได้ก็วุ่นวายอยู่เหมือนกัน

แต่ของเซียนต้านั้นจะแตกต่างที่หน้าตา ระบบไฟ และความสะดวกสบายเท่านั้นครับ ส่วนเครื่องยนต์ เกียร์และระบบความปลอดภัยเหมือนกันเป๊ะ ๆ ครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึงราคา อยากจะขอบ่นว่า การเขียนราคาของ  Sienta ในรุ่น V นั้นค่อนข้างแปลก คือ เขียนรายละเอียดไว้ว่า

ราคารถ 825,000 บาท + ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง 40,000 บาท

จึงสร้างความมึนงงให้กับลูกค้าว่า สรุปต้องจ่ายเท่าไหร่? ซื้อแค่รถ 825,000 ได้ไหม? ก็ไม่อยากจ่ายค่าของแต่งนี่?  

แต่คำตอบคือ ไม่ได้!! ต้องจ่าย 865,000 บาทนั่นละ

ก็เลยไม่รู้จะเขียนมาทำไม คิดได้แค่ว่า อยากทำให้รถดูราคาไม่แพงมั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด หรือไม่ก็เป็นราคาทางภาษี

เนื่องจากเจ้าอุปกรณ์ตกแต่งที่บวกราคามา 40,000 บาทนั้น ก็คือ

  • ปลอกหุ้มท่อไอเสีย
  • เบาะหนังสีทูโทน
  • จอ LED สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • กล้องมองหลัง

ซึ่งทั้ง 4 รายการนี้ คือ สิ่งที่มาตกแต่งเพิ่มเติมในเมืองไทยโดยบริษัท ไทย ออโต้ คอนเวอร์ชั่น จำกัด ก่อนจะส่งมอบให้เรา ๆ ท่าน ๆ นั่นละครับ

ทีนี้มาดูความแตกต่างภายนอกของทั้ง 2 รุ่นย่อยกันก่อนครับ

  • ไฟหน้ารุ่น V เป็น LED ครับ ส่วนรุ่น G จะเป็นฮาโลเจน
  • ไฟท้ายทั้งคู่เป็น LED แตกต่างกันที่หน้าตาครับ รุ่น V เป็นเส้นโค้งในโคมใส ส่วนรุ่น G เป็นโคมสีขาวครับ
  • ล้อรุ่น V เป็นล้ออัลลอยที่เงิน/ดำ ขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น G เป็นล้ออัลลอยสีเงินล้วนขนาด 15 นิ้วครับ


ส่วนความแตกต่างภายในมีดังนี้ครับ

  • รุ่น V หุ้มเบาะหนังสีทูโทน ส่วนรุ่น G เป็นเบาะผ้าสีทูโทน
  • และเมื่อรุ่น V มาหุ้มหนังใหม่ในเมืองไทย จึงได้ช่องใส่เอกสารหลังเบาะคนนั่งหน้ามา 1 ช่อง แต่ด้านคนขับกลับไม่มีครับ (ความจริงน่าจะใส่มาให้ครบทั้งคู่)
  • รุ่น V ได้ถาดเก็บของใต้เบาะนั่งคนหน้ามาด้วย ไว้ใส่ของต่างหากได้ ส่วนรุ่น G ไม่มีครับ
  • รุ่น V พวงมาลัยหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและควบคุมข้อมูลบนเรือนไมล์ ส่วนรุ่น G หุ้มยูรีเทน และไม่มีปุ่มที่พวงมาลัย
  • รุ่น V มีระบบ Smart Entry ที่สามารถปลดล็อค และล็อครถได้โดยไม่ต้องล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าเลย รวมถึงสามารถสตาร์ทรถด้วยปุ่มสตาร์ทได้ทันที แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ รุ่น G ไม่มีเลย ยังคงต้องล้วงกุญแจมากดปลดล็อค/ล็อครถเอง และเสียบกุญแจเพื่อบิดสตาร์ท
  • เรือนไมล์ของรุ่น V เป็นแบบ Optitron และมีจอสีแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างละเอียด ในขณะที่รุ่น G ไม่มี
  • วิทยุของรุ่น V เป็นจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วและเล่นแผ่น DVD ได้ ส่วนรุ่น G เป็นวิทยุธรรมดา เล่น CD ได้เท่านั้น
  • รุ่น V ได้ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนรุ่น G มีไฟฟ้าแค่ด้านซ้ายด้านเดียว
  • รุ่น V ได้แอร์อัตโนมัติ ส่วนรุ่น G เป็นแอร์มือหมุนธรรมดา
  • รุ่น V มีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ จอทีวีสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และปลอกหุ้มท่อไอเสีย ที่รุ่น G ไม่มี
  • สุดท้ายคือ เซนเซอร์ถอยหลัง ที่รุ่น G มีให้ แต่รุ่น V กลับไม่มี เพราะได้กล้องถอยหลังที่เป็นอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมมาแล้วนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ ถ้าเพื่อน ๆ มีงบประมาณจำกัด ก็อาจจะเลือกแค่รุ่น G เพราะพื้นฐานการใช้งานปกติก็มีให้ครบสำหรับรถคันหนึ่งอยู่แล้ว

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ซีเรียสเรื่องงบประมาณ และยังลังเลรุ่นย่อยอยู่ เบียร์บอกเลยว่า รุ่น V นั้นครบถ้วนและคุ้มค่ากับราคาที่สุดครับ

เนื่องจากรุ่น V มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายหลายอย่าง จึงทำให้กลไกภายในของรุ่น V นั้น ค่อนข้างทันสมัย เพราะต้องทำมารองรับระบบอะไรได้อีกมากมาย ทำให้เราสะดวกสบาย เวลาจะใส่ของแต่งที่ทันสมัยในอนาคต

ซึ่งอันนี้เป็นประสบการณ์ตรงของเบียร์เองตั้งแต่ใช้ Nissan March รุ่น Top มาก่อน สามารถแต่งอะไรก็ทำได้เลย ต่างกับรุ่นรอง Top นั้นไม่สามารถทำได้

ดังนั้น ถ้ามีงบพอกับรุ่น V ก็ให้จัดรุ่น V เหมือนเบียร์ไปเลยดีกว่าครับ

เมื่อได้รุ่นย่อยแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกสีรถครับ ซึ่งเซียนต้าทั้ง 2 รุ่นย่อยนั้น มีสีให้เลือกทั้งหมด 4 สีเหมือนกันครับ

  1. สีส้ม
  2. สีขาว
  3. สีเงิน
  4. สีดำ

พูดถึงการเลือกสีรถ เบียร์เห็นเพื่อนๆหลายคนจะออกรถใหม่ก็ลังเลใจว่าจะใช้สีอะไรดี? สีนั้นก็ดี สีนี้ก็สวย สับสนไปหมด หลายคนไม่มั่นใจถึงกับมาโพสต์ facebook ให้คนอื่นช่วยโหวตสีให้ก็มีไม่น้อย

ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆไม่มีสีรถที่ชอบในใจ หรือมีสีตามสั่งจากดวงชะตาที่ใครบางคนกำหนดมาให้แล้วละก็ เบียร์แนะนำให้ใช้หลักการเลือกที่สำคัญดังนี้

  • ความขยันในการดูแล

ถ้าเพื่อนๆเป็นคนชอบดูแลรถ ขยันล้าง ขยันเช็ด สามารถเลือกสีเข้มๆ เช่นสีดำ หรือสีสะอาดยอดนิยมอย่าง สีขาวได้ เพราะเป็นสีที่ต้องดูแลมากกว่าปกติ

แต่ถ้าเป็นคนขี้เกียจ ไม่มีเวลา อยากขับอย่างเดียว ควรเลือกสีเงิน ก็จะเหมาะสมมากกว่า

และสิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ การเคลือบแก้วหรือเซรามิคนั้นมีให้เลือกหลายระดับ หลายชั้น อย่างสีเข้มๆ เช่นสีดำ ควรใช้เคลือบแบบหลายชั้น ซึ่งจะมีราคาแพคเกจที่สูงมาก ต่างกับสีเงินที่สามารถเคลือบแค่ชั้นเดียวก็เพียงพอ ทำให้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าสีเข้มนั่นเองครับ

  • ราคาขายต่อ

 ถ้าเพื่อนๆเป็นคนเปลี่ยนรถบ่อย ควรเลือกสีที่นิยม และให้ราคาขายต่อได้ดี เช่น สีขาว หรือสีเงิน เป็นต้น เพราะสีแสบๆ เช่น สีส้ม จะมีคนชอบเฉพาะกลุ่ม ถ้าเจอคนชอบก็ดีไป แต่ถ้าไม่เจอก็จะโดนกดราคาซะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเลยครับ

  • ความโดดเด่น

ถ้าเพื่อนๆขี้อาย ไม่ควรใช้รถสีสดๆแสบๆ เพราะจะเป็นเป้าสายตา และเสียความเป็นส่วนตัวได้ ควรเลือกสีพื้นๆ เช่น สีเงิน หรือสีขาว เวลาไปไหน ใครก็จำไม่ค่อยได้ ยิ่งถ้าเพื่อนๆเผลอไปขับปาด ผิดกฏหมาย หรือกวนใครเข้าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็จะถูกจดจำหรือถูกจับได้ง่ายเลยทีเดียว

  • สีจริง สีในรูป ในทีวี ในโบรชัวร์ มักไม่ตรงกับสีจริง เพราะมีทั้งสีในรูปสวยกว่า และสีจริงสวยกว่า

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรไปหาดูสีรถจริง เช่นตามโชว์รูมหรือท้องถนน จะได้รู้ว่า เป็นสีที่เราถูกใจจริงหรือไม่? เพราะเบียร์เองก็เคยเป็น ตอนซื้อ Nissan Sylphy ดูในรูปสีเทาปกติ ไม่น่าสนใจ แต่พอไปจองรถแล้วเห็นสีคันจริงเป็นเทาเมทัลลิค มีประกายม่วง ก็เลยเลือกสีนี้ทันที

  • ชอบ 2 สี เลือกไม่ถูก

ถ้าเจอปัญหารักพี่เสียดายน้อง ให้เอาคุ้กกี้มาเสี่ยงทาย เอ้ยย ให้บอกเซลล์ขายรถไปว่า สีไหน รถมาก่อนก็เอาสีนั้น วิธีนี้ได้ลุ้นดี และได้รถเร็วสมใจ เพราะบางสีที่ขายไม่ดี โรงงานมักจะไม่ค่อยผลิต รวมถึงโชว์รูมก็มักจะไม่สั่งมาสต็อคไว้นั่นเองครับ แต่บางสีที่ขายดีมากๆ ก็มีผลกับการได้รถช้า เพราะคิวจองยาวครับ

เบียร์ก็เคยครั้งนึงครับ กับยี่ห้อ Chevrolet จองสีเปิดตัวไว้ แต่ไม่มาสักที พอมีสีเงินหลุดมา ก็เลยรับเลย เพราะสมัยนั้นไม่มีรถสำรองใช้ เลยต้องเอาทันทีครับ

ก็เป็นหลักการเลือกสีง่ายๆมาฝากเพื่อน ๆ จากประสบการณ์ตรงครับ


ซึ่งการเลือกสีเซียนต้าครั้งนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่า เดิมทีตอนที่เบียร์เห็นเซียนต้าสีส้มครั้งแรกตามที่เล่าไปในรีวิวตอนที่ 1 นั้น เบียร์อยากได้ขึ้นมาเลยทันที

อาจเพราะส่วนตัวเป็นคนชอบสีส้มอยู่แล้วตั้งแต่สมัยใช้ Nissan March แม้สีเดิมจะเป็นสีส้มอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สะใจ เลยไปทำสีส้มสดมาซะแสบตาเพื่อนบ้านเลยทีเดียว

แต่เอาเข้าจริง สีส้มของเซียนต้าก็ไม่ใช่ส้มโทนที่เบียร์ชอบมากที่สุด จึงยังแอบลังเลอยู่ไม่น้อย

เพราะถ้าไปดูสีอื่น อย่างสีดำเนี่ย ต้องบอกว่า เซียนต้า สีดำเป็นสีที่สวยที่สุดแล้ว เพราะมันกลืนไปกับเจ้าเส้นสายลายหนวดเขี้ยวนั่นละครับ ทำให้รถดูเรียบร้อยลงตัวที่สุด

แต่สีดำนั้น เป็นสีที่ดูแลยากมากที่สุดใน 4 สีที่มี จึงตัดออกไปเลยทันที

ถัดมาคือสีเงิน เดิมทีสีนี้เป็นสียอดนิยมของคนไทย เพราะดูแลง่ายมากกก ไม่ล้างรถสักเดือน 2 เดือนก็ยังไม่มอม แถมเวลาขายต่อก็ขายง่ายได้ราคา

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พึ่งตัดสินใจเลือกสีเงินนี้ให้กับรถกระบะ Toyota Revo ที่มาดูรถพร้อมกันกับเซียนต้านั่นละครับ เพราะรถกระบะนั้น ซื้อมาใช้ขนของ ทำงานในบริษัทเป็นหลัก จึงเลือกสีที่ดูแลง่ายที่สุดนั่นเอง

แต่พอเป็นเซียนต้าแล้ว เบียร์กลับไม่เลือก เพราะส่วนตัวรู้สึกว่า สีเงินนั้นจืดไปหน่อยครับ เลยขอตัดออกไป

จนมาถึงสีสุดท้ายอย่างสีขาว ที่ปัจจุบันเป็นสีที่นิยมที่สุดในเมืองไทย เรียกได้ว่า วัน ๆ ขับรถไปจอดที่ไหน จะเห็นแต่สีขาวเรียงยาวไปตลอด

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ก่อนหน้านี้ รถส่วนตัวที่เบียร์ซื้อมาล่าสุด 2 คันก็ดันเป็นสีขาว

เพราะข้อดีของสีขาว คือดูหรูหรา และสง่างาม

แต่ความจริงที่ซื้อ 2 คันนี้มา ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนใจมาชอบรถสีขาว แต่รถทั้ง 2 รุ่นนั้น ดันเป็นรุ่นตกแต่งพิเศษ ซึ่งไม่มีสีให้เลือกมากมาย จึงได้สีขาวมาทั้งคู่

มองดูดี ๆ ถ้าไม่มีสีแดงมาแต่งแต้ม คงจะจืดชืดอยู่เหมือนกัน

ที่สำคัญรถสีขาวนอกจากจะไม่มีความสดใสเหมือนสีเงินแล้ว ยังดูแลยากมากกว่าสีเงินอีกด้วย

แต่ถ้ายังไม่เลือกสีขาวอีก ก็คงไม่มีสีอะไรให้เลือกแล้ว เพราะเล่นตัดออกไปซะหมดแล้ว 55555+

และเอาเข้าจริง แม้เซียนต้าจะเป็นรถที่เบียร์ตั้งใจจะใช้ไปยาว ๆ แต่เบียร์เองก็ไม่รู้ว่า ในอนาคตข้างหน้า เบียร์จะเบื่อหรือมีเหตุการณ์ให้อยากเปลี่ยนรถอีกอยู่ดีหรือเปล่า?

เพราะถ้าเกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ รถสียอดนิยมอย่างสีขาวก็จะขายต่อได้ง่ายดายนั่นเอง

ได้รุ่น ได้สีแล้ว ก็ระบุให้เซลล์ทันที

ซึ่งคุณเล็ก เซลล์หนุ่มก็ไม่รอช้า คว้า ipad มากดเช็คสต็อคทันควัน

ปรากฎว่า รุ่น V สีขาว กลับไม่มีรถพร้อมส่งมอบเลยแม้แต่คันเดียว

ปกติในเหตุการณ์แบบนี้ เซลล์ขายรถจะทำได้ 2 วิธีหลัก ๆ

  1. หารถจากสาขาอื่น หรือดีลเลอร์อื่น ๆ ที่มี และขอตัดรถมาให้เรา
  2. สั่งจองไปตามปกติ รอโรงงานผลิตส่งรถมาตามคิว

ซึ่งเบียร์เองโชคดีที่มีรถสำรองใช้อยู่แล้ว จึงแจ้งเซลล์ไปว่า ให้สั่งจองไปตามปกติได้เลย

แต่คุณเล็กแจ้งกลับมาว่า ต้องทำเรื่องจองเข้าไปในระบบก่อน ถึงจะรันคิวรถได้

นั่นหมายความว่า ถ้าเบียร์ซื้อรถเงินสด ก็กดจองได้ทันที

แต่ถ้าเบียร์กู้ไฟแนนซ์ ต้องรอผลไฟแนนซ์ผ่านก่อน ถึงจะจองคิวได้!

แล้วจะซื้อรถด้วยวิธีไหนดีละ?

ก่อนอื่น ต้องบอกเลยว่า ซื้อสดหรือซื้อผ่อนมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเหมาะสมกับวิธีไหน ที่จะสบายใจและไม่เดือดร้อน‍♂️

แต่สิ่งที่ต้องรู้คือ ซื้อสดไม่ได้ส่วนลดมากกว่า หรือโปรโมชั่นดีกว่าเหมือนสมัยก่อนโน้นนนอีกต่อไปแล้ว

ข้อดีของการซื้อรถเงินสดคือ ไม่ต้องมีภาระหนี้สิน และไม่ต้องถูกบังคับทำประกันชั้น 1 ด้วยถ้าเราไม่อยากทำ

แต่ปัจจุบัน การซื้อเงินผ่อน กลับได้ส่วนลดหรือโปรโมชั่นที่ดีกว่า เพราะศูนย์เค้าได้ค่าคอมจากไฟแนนซ์มาช่วยด้วยนั่นเอง หรือบางกรณีก็เป็นโปรโมชั่นจากไฟแนนซ์โดยตรงเลย

โดยข้อดีของไฟแนนซ์ที่รู้กันคือ ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ก็เอารถมาขับได้เลย และดอกเบี้ยก็ค่อนข้างถูก หรือบางทีก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ (แต่ถ้าดาวน์น้อย หรือผ่อนนาน อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นตามลำดับ)

ช่วงหลังมานี้ เบียร์กลับชอบการซื้อแบบไฟแนนซ์มากกว่าซื้อสด เพราะส่วนตัวเบียร์สามารถเอาเงินก้อนไปหมุนลงทุนในธุรกิจ และได้ผลตอบแทนคืนมา มากกว่าดอกเบี้ยที่เสียไป

ทำให้การซื้อรถครั้งนี้ เบียร์เลือกวิธีซื้อผ่อนเหมือนเดิม เพื่อรักษา concept “อายุ(ไม่)น้อย (หนี้)ร้อยล้าน” 55555+

โดยทางเซลล์แนะนำไฟแนนซ์มา 2 ที่ คือ โตโยต้า ลีสซิ่ง และ ธนาคารธนชาต

ถามว่ามีที่อื่นไหม? แน่นอนว่ามีทุกที่ละครับ

แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือ โชว์รูมหรือค่ายรถมักมีการดีลพิเศษกับไฟแนนซ์บางที่อยู่แล้ว

โดยผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้งคนซื้อและคนขาย เพราะคนขายก็ขายรถได้สะดวกขึ้น ได้ค่าคอมมามากขึ้น

ส่วนคนซื้อก็ได้รับข้อเสนอที่ดี รวมทั้งการดำเนินการที่ค่อนข้างไว

ปกติ เบียร์เองซื้อรถคันเก่าๆ ก็ใช้บริการแต่ธนาคารกรุงศรี พอรอบนี้ จึงได้รู้ว่า ดอกเบี้ยกรุงศรี แพงกว่า 2 ที่ที่เซลล์แนะนำมาอีก

ส่วนอัตราดอกเบี้ยของทั้ง 2 ที่ ก็ต่างกันเพียง 0.04% เท่านั้น

เบียร์เลยถามเซลล์ตรงๆว่า เบียร์ควรกู้ที่ไหน?

เซลล์ก็ตอบตรงๆกลับมาว่า “แล้วแต่คุณเบียร์” 🤣

“อ้าวววว กวน teen นะ” เบียร์คิดในใจ 55555+

 “อ๋อ แต่ถ้าให้ผมเชียร์ ธนชาตจะทำงานไวกว่าในช่วงเวลานี้ครับ” เซลล์พูดต่อโดยไม่รอให้เบียร์ถามซ้ำ

ด้วยความที่ไม่ค่อยชอบรออะไรอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจเลือกกู้กับธนชาตทันที

เมื่อมาดูอัตราดอกเบี้ยของธนชาต เบียร์เลยได้รู้ว่า อัตราดอกเบี้ยนั้นมีขึ้นมีลงตามช่วงเวลา หรือการจัดโปรโมชั่นในแต่ละเดือน

 เพราะในวันที่มาทดสอบรถครั้งที่แล้ว ดอกเบี้ยจะถูกกว่าตอนนี้นิดนึง

แต่ไม่ว่า เราจะได้อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ การซื้อรถยนต์นั้น คือ การกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ ไปตลอดทุกปีที่เราต้องผ่อน

ข้อดีคือ ทำให้เรารู้จำนวนดอกเบี้ยที่เสียไปทั้งหมดอย่างแน่ชัด แล้วเปรียบเทียบกับไฟแนนที่อื่นได้อย่างง่ายดาย

มาถึงตรงนี้ เบียร์จะมาสอนคำนวณดอกเบี้ยให้เพื่อน ๆ คิดเองได้อย่างง่าย ๆ จะได้เข้าใจสบาย ๆ เวลานัดหมายไปคุยกะเซลล์

ถึงแม้ว่า เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เซลล์สมัยนี้เค้าจะสะดวกสบาย เพราะจิ้มจอแค่ 2 -3 ที ก็มีตารางการผ่อนให้เราเรียบร้อย

แต่อย่างที่บอกครับว่า เราควรจะคำนวณได้ด้วยตัวเองตั้งแต่ที่บ้าน เพื่อจะได้รู้ความสามารถ และความต้องการของเราเองก่อนตัดสินใจ

ลองมาดูตารางดอกเบี้ยนี้กันครับ

จะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนั้นแตกต่างกันตามจำนวนเงินดาวน์ และระยะเวลาที่ผ่อน

ถ้าดาวน์สูง ดอกเบี้ยจะถูกลง

ถ้าผ่อนนาน ดอกเบี้ยจะแพงขึ้น

เราก็ต้องประเมินความสามารถตัวเองก่อนว่า มีเงินดาวน์เท่าไหร่ และจะผ่อนไปกี่ปี ต้องเสียค่างวดเดือนละเท่าไหร่?

โดยวิธีคิดคือ

  1. ราคารถ หัก ส่วนลดเงินสด

ราคารถรุ่น V 865,000 ถ้าเราได้ส่วนลดเท่าไหร่ ก็มาหักออกไปครับ สมมติว่า ได้ส่วนลด 15,000

นั่นก็แปลว่า เราต้องจ่ายเงินซื้อรถคันนี้ 865,000 – 15,000 = 850,000 บาท

ถ้าเราจะดาวน์ 20% ก็นำราคารถ 850,000 x 20% = 170,000 บาท

2. ยอดกู้

ยอดกู้คือ ยอดเงินที่เราต้องกู้ไฟแนนซ์ครับ ซึ่งปกติเค้าจะเรียกกันว่า “ยอดจัด”

โดยยอดจัดก็คือ ราคารถสุทธิ หัก เงินดาวน์นั่นเอง ในที่นี่ก็คือ 850,000 – 170,000 = 680,000 บาท

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่า ถ้าเราดาวน์ 20% นั้น จะมีดอกเบี้ยให้เราเลือกคือ

ผ่อน 3 ปี ดอกเบี้ย 2.19

ผ่อน 4 ปี ดอกเบี้ย 2.19

ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ย 2.29

ผ่อน 6 ปี ดอกเบี้ย 2.49

ผ่อน 7 ปี ดอกเบี้ย 2.99

3. วิธีการคำนวณดอกเบี้ย

หาได้โดยนำเอายอดจัดทั้งหมด มาคูณดอกเบี้ยก่อนครับ

ถ้าเราจะกู้ 4 ปี ก็เอายอด 680,000 X 2.19% ได้เท่ากับ 14,892

ตัวเลขนี้คือ จำนวนดอกเบี้ยต่อ 1 ปี

แต่เรากู้ 4 ปี ก็เอาจำนวนปีคูณเข้าไป คือ 14,892 X 4 ได้เท่ากับ 59,568 บาท

ทำให้เรารู้ละว่า ถ้าเราดาวน์ 20% และผ่อน 4 ปี เราจะเสียดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 59,568 บาท เท่านั้น

4. ยอดผ่อนในแต่ละเดือน

ก็ให้เอายอดจัด + ดอกเบี้ยไป ในที่นี่คือ 680,000 + 59,568 ได้เท่ากับ 739,568 บาท

และนำจำนวนเดือนทั้ง 4 ปีมาหาร นั่นคือ 739,568 / 48 ได้ยอดผ่อนเดือนละ 15,407.66 ซึ่งไฟแนนซ์จะปัดเป็น 15,408 บาท นั่นละครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คำนวณเป็นแล้ว ก็จะสามารถหาเงินดาวน์และระยะเวลาที่ผ่อนที่เหมาะสมกับเราได้ด้วยตัวเองครับ

นั่นคือ การคำนวณเงินดาวน์ เงินผ่อนอย่างเดียว แต่อย่าลืมว่า การกู้ไฟแนนซ์สมัยนี้ มีรายละเอียดอีกมากครับ กว่าจะได้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามตาราง

เพราะปกติ ไฟแนนซ์จะมีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไปบ้าง และเหมือนกันบ้าง

อย่างสมัยเบียร์กู้เงินกับธนาคารกรุงศรีนั้น พอเบียร์กู้คันที่สอง ธนาคารก็ลดดอกเบี้ยให้พิเศษอีก 0.1% เพราะเป็นลูกค้าเก่า

หรืออย่างที่เหมือนกันทุกที่ คือ ถ้าเราจ่ายค่างวดในวันรับรถเลย พร้อมเงินดาวน์ ธนาคารก็จะลดอัตราดอกเบี้ยให้อีก 0.1% เช่นกัน

รวมถึงโปรโมชั่นของโตโยต้าเองในแต่ละเดือนด้วย ซึ่งเดือนนี้เบียร์ก็โชคดีที่โตโยต้ามีโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่เคยใช้รถยี่ห้ออื่นและขายรถคันนั้น เพื่อมาออกคันใหม่เป็นโตโยต้า ลดอัตราดอกเบี้ยให้อีก 0.3%

แต่ถ้าเบียร์เคยใช้โตโยต้ามาก่อน จะลดไปได้มากถึง 0.7% ด้วยซ้ำ

จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิค่อนข้างต่ำมาก ยิ่งถ้าผ่อนภายใน 4 ปี และขอจ่ายค่างวดในวันรับรถอีก ดอกเบี้ยจะเหลือแค่ 1% กว่า ๆ เท่านั้นเอง

รายละเอียดตรงนี้ จึงต้องคำนวณให้ดีนะครับ เพื่อจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุดสำหรับเรา

ซึ่งเรื่องนี้ถ้าคุยกันดี ๆ ยังมีรายละเอียดอีกมากครับ

เพราะการมาซื้อเซียนต้าในวันนี้ ยังไม่มีโปรโมชั่นแบบ”ซับดาวน์” หรือ “ช่วยดาวน์”

แต่จะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า ตอนซื้อ Juke นั้น เบียร์ได้ข้อเสนอว่า จะเลือกเป็นส่วนลดเงินสด หรือเลือกเป็นซับดาวน์มาให้ตัดสินใจด้วย

ถ้าเลือกส่วนลดเงินสด ก็คือ นำส่วนลดไปหักราคารถเลย อย่างที่เบียร์สอนคำนวณไปด้านบนเป๊ะ ๆ

แต่ถ้าเลือกซับดาวน์ เราก็ต้องกู้ซื้อรถราคาเต็มแทนครับ แต่ส่วนลดนั้นเค้าจะมาหักที่เงินดาวน์ของเรา ทำให้เราใช้เงินดาวน์ในวันออกรถน้อยมากครับ

แต่ข้อเสียของการซับดาวน์ที่หลายคนไม่ทราบคือ จะมีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายได้บุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราด้วยนะครับ

เพราะในเคสซับดาวน์ ทางสรรพากรถือว่า เรามีรายได้จากการได้รับเงินช่วยดาวน์ครับ ต้องไปคำนวณภาษีประจำปีของเราเองด้วย

จึงอยากฝากไว้ตรงนี้ครับ ว่าถ้ามีเคสแบบนี้ ขอเป็นส่วนลดเงินสดในค่ารถไป จะคุ้มค่าและสบายใจกว่าครับ

มาถึงบรรทัดนี้ เบียร์อยากเสริมความรู้ให้เพื่อน ๆ ทราบเกี่ยวกับการกู้ซื้อรถกันหน่อยครับ หลังจากยื่นกู้ซื้อรถมาหลายคัน  เลยพอเข้าใจวิธีการคิดของไฟแนนซ์มากขึ้น

  1. ไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระ ใช่ว่าจะผ่าน

หลายคนเข้าใจว่า ตัวเองไม่มีหนี้สินเลย บัตรเครดิตก็ไม่มี ไฟแนนซ์น่าจะอนุมัติได้ง่ายอยู่แล้ว นี่คือ ความเชื่อที่ผิดครับ เพราะไฟแนนซ์เค้ามองว่า ไม่มีประวัติการผ่อน ยากแท้จะหยั่งถึงว่า เรานิสัยเป็นยังไง จะเบี้ยวหนี้หรือไม่?

ต่างกับคนที่มีภาระอยู่แล้ว เค้าจะเห็นพฤติกรรมการผ่อนได้อย่างดีผ่านเครดิต บูโรครับ ว่าเคยค้างชำระไหม ผ่อนดีไหม? สิ่งนี้จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นครับ

2. ดาวน์น้อย ผ่อนนาน ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยบาน แต่ผ่านยาก

หลายคนรู้สึกว่า การดาวน์น้อยเช่น 5% หรือ 10% นั้น น่าสนใจ เพราะใช้เงินนิดเดียวก็ออกรถได้แล้ว

แน่นอนว่า ถ้าดูตารางผ่อน การดาวน์น้อย จะเสียดอกเบี้ยเยอะสุด แถมถ้าผ่อนยิ่งนาน ดอกเบี้ยก็ยิ่งแพงเป็นเท่าตัว

นั่นคือ เรื่องปกติ

แต่สิ่งสำคัญคือ การดาวน์น้อยนั้น มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อมากครับ เพราะไฟแนนซ์มองว่า คุณอาจจะหนีหนี้โดยยอมทิ้งเงินดาวน์ได้ เพราะจ่ายมาน้อย

ดังนั้น การดาวน์ต่ำตั้งแต่ 5% – 15% นั้น ไฟแนนซ์มักจะขอให้มีผู้มาค้ำประกันเราด้วยนั่นเองครับ แปลว่า เราต้องไปพึ่งพาคนอื่น ถึงจะออกรถได้ครับ

(แต่ในกรณีนี้อาจจะยกเว้นในส่วนโปรโมชั่นลูกค้าเก่าของโตโยต้า หรืออาชีพพิเศษที่มีความมั่นคงครับ ที่สามารถดาวน์น้อย โดยไม่ต้องใช้คนค้ำได้)

สรุปว่า ยิ่งดาวน์สูงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผ่านง่ายขึ้นครับ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูรายได้ของเรากับค่างวดประกอบกันด้วยอีกทีครับ ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคด้วยหรือไม่?

3.ประกันชีวิต

สมัยนี้ ไฟแนนซ์จะมีข้อเสนอให้ทำประกันชีวิตเพิ่มครับ เพื่อคุ้มครองยอดหนี้ที่เรากู้ไปนั่นแหล่ะครับ

แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่า ไม่มีผลต่อการอนุมัติ เป็นการแนะนำเฉย ๆ ก็ตาม แต่เชื่อเบียร์เถอะ มันมีผลอยู่แล้วครับ

เพราะมันเป็นการประกันว่า ถ้าเราเกิดเป็นอะไรไป ไฟแนนซ์ก็ยังได้เงินกู้กลับคืนครับ เค้าก็ย่อมพิจารณาอนุมัติให้คนที่ทำประกันมากกว่าอยู่แล้ว

แถมค่าประกันนี้ ไฟแนนซ์ยังยอมให้เราผ่อนด้วยนะครับ เพิ่มไปในค่างวดรถได้เลย

แต่ข้อดีก็ไม่ได้ตกอยู่ที่ไฟแนนซ์ฝ่ายเดียวหรอกครับ เพราะคนรู้จักเบียร์คนหนึ่งก็เคยทำประกันชีวิตตัวนี้ตอนกู้ซื้อรถ อยู่มาวันหนึ่งเกิดเสียชีวิต ทางไฟแนนซ์ก็ได้รับการชำระหนี้จากประกันชีวิตครบถ้วน และรถก็ถูกโอนมาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตไปเลยฟรี ๆ โดยไม่ต้องผ่อนต่อนั่นเองครับ

ดังนั้น ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ ทำไปก็ไม่เสียหายครับ แต่ถ้าไม่อยากทำ ก็สามารถปฏิเสธได้เช่นเดียวกันครับ


เมื่อเลือกวิธีชำระเงินได้แล้ว ก็มาถึงข้อเสนอส่วนลดและของแถม

ก่อนอื่น เพื่อน ๆ ต้องทราบว่า รถยนต์แทบทุกยี่ห้อนั้น ขายรถผ่านระบบดีลเลอร์ หรือตัวแทนจำหน่าย ไม่ใช่การจำหน่ายโดยตรงจากเจ้าของแบรนด์

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกโชว์รูมก็จะได้ราคาทุนมาเหมือนกัน ต่างกันที่จะสั่งรถรุ่นไหน สีไหนมาลงสต็อคไว้รอขาย สั่งดีก็ดีไป สั่งผิด รถก็จมอยู่ในโชว์รูม ก็ต้องหาทางปล่อยออกไปด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะโชว์รูมนั้น ๆ เป็นต้น

ซึ่งเซลล์แต่ละคนก็จะมี“งบประมาณ” หรือ Margin อยู่ก้อนหนึ่ง แตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นรถ เอาไว้ทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมได้ด้วยตัวเอง ใครลดน้อยก็เหลือกำไรมาก ใครลดหมดแล้ว ถ้าลูกค้ายังไม่พอใจ ก็ต้องไปขออำนาจจากผู้จัดการมาช่วยลดเพิ่ม ก็ว่ากันไปดังนั้น ข้อเสนอของแต่ละที่จึงแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละคน แต่ละโชว์รูมนั่นเอง

ที่จริงสมัยก่อนโน้น เบียร์เองก็เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ย่อมต้องการข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด ถ้าเพื่อน ๆ เคยอ่าน รีวิว Nissan March VL CVT 2010 by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ? มาก่อนหน้านี้ ก็จะรู้ว่า ตอนซื้อ Nissan March นั้น เบียร์ตามหาข้อเสนอที่ดีที่สุดทาง Internet จนไปได้เซลล์ที่โชว์รูมนิสสันในจังหวัดสมุทรสาครโน้นแน่ะ เดือดร้อนต้องนั่ง Taxi ไปเกือบ 700 บาท เพื่อไปรับรถ (นี่ไม่รวมค่าน้ำมันรถคันเก่าที่ขับไปตรงจรถก่อนวันรับอีก) สุดท้ายถ้ามาคำนวณจริง ๆ ส่วนลดที่ได้มา จะคุ้มหรือเปล่าก็ยังไม่รู้?

พอปัจจุบันที่เบียร์เติบโตมากับการค้าขาย เบียร์ก็ย่อมเข้าอกเข้าใจคนค้าขายด้วยกัน การที่ขอส่วนลดหรือของแถมมากเกินไป จนเค้าไม่มีกำไรเหลือ เค้าก็อาจจะไม่เต็มใจขาย ทำให้บริการดี ๆ หายไปโดยปริยาย

ทำให้เวลาซื้อรถสมัยนี้ ได้เพียงโปรโมชั่นขั้นพื้นฐานก็โอเคแล้ว ขอแค่คุยกันรู้เรื่อง ตรงไปตรงมา เข้าใจความต้องการ ให้ความชัดเจนในสิ่งที่อยากรู้ และมีการติดตามงานให้ในทุกขั้นตอน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สบายใจที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายในการซื้อขายรถครับ

และการซื้อเซียนต้าในครั้งนี้ เบียร์ก็เลือกที่จะไม่รับข้อเสนอจากโชว์รูมอื่นมาเปรียบเทียบ เพราะได้ผ่านการซื้อขาย Toyota Revo กับเซลล์คนนี้มาก่อนหน้านี้ จึงทำให้รู้จักอุปนิสัย ลักษณะการทำงาน และบริการมาเป็นอย่างดี

โดยเบียร์ให้เซลล์จัดทำข้อเสนอมาตรฐานของเซลล์มาก่อนเลย ว่ามีส่วนลดและของแถมอะไรบ้าง?

ก็เลยได้รายละเอียดมาตามนี้

จะเห็นได้ว่าส่วนลดเงินสดของเซียนต้านั้นน้อยมากจริง ๆ เพราะแค่เทียบกับส่วนลดเงินสด + ของแถมที่ได้รับตอนซื้อ Toyota Revo นั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

แต่ก็อย่างที่บอกครับ โตโยต้าเค้าไม่เน้นทำการตลาดหรือโปรโมชั่นอะไรกับเซียนต้าเลยจริง ๆ เพราะขายได้ดีอยู่แล้ว

พอเบียร์คำนวณอย่างละเอียด จะได้ส่วนลดเงินสดจริง ๆ เพียง 10,000 บาทเท่านั้นเอง เลยแอบเสียดายที่ไม่ใช่ลูกค้าเก่าโตโยต้า เพราะจะได้ลดมากกว่านี้

ส่วนในใบเสนอราคาที่ลงส่วนลดไว้ว่า 13,000 บาท นั้น มาจากการที่เบียร์เลือกไม่รับฟิล์มกรองแสงเป็นของแถม เพราะตั้งใจจะไปติดฟิล์มเซรามิคเองข้างนอกอยู่แล้วครับ

ดังนั้น การที่เราจะได้ส่วนลดเงินสดมากขึ้นกว่าเดิมอีก ก็มีแค่วิธีเดียวคือ ตัดของแถมออกไป

เพราะของแถมที่เซลล์เสนอมานั้น เป็นของแต่งแท้จากโตโยต้าโดยตรงล้วน ๆ  ซึ่งมีมูลค่าราคาตามที่ลงไว้ในเวบไซท์นี้เลย

ซึ่งในทางกลับกัน ถ้าเบียร์ไม่สนใจส่วนลด แล้วอยากได้ของแต่งอื่น ๆ เป็นของแถมเพิ่ม หรืออยากสลับสับเปลี่ยน ก็ยังสามารถมาเลือกในเวบนี้ได้อีกเช่นกันครับ เพราะข้อดีของการเลือกเป็นของแถมคือ ทุกอย่างจะติดตั้งมาให้พร้อมใช้ในวันรับรถเลย เราไม่ต้องเสียค่าติดตั้งให้ศูนย์อีกแล้วนั่นเองครับ

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงสามารถคำนวณได้เองง่าย ๆ ว่า ถ้าเราตัดอะไร จะได้ส่วนลดเพิ่มเท่าไหร่ หรืออยากจะเปลี่ยนของแถมเป็นอะไร ก็เป็นข้อเสนอที่ง่าย และตรงไปตรงมาดีครับ

และสุดท้ายเบียร์ก็ขอตัดของแถมออกไปกว่าครึ่ง คงเหลืออยู่แค่ของจำเป็นที่อยากได้จริง ๆ เท่านั้น

โดยของแถมที่เบียร์ได้รับก็คือ

  1. ประกันภัยชั้น 1 Exclusive
  2. พ.ร.บ.
  3. ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  4. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน HSP
  5. กรอบป้ายทะเบียนแท้ Toyota
  6. สัญญาณเตือนถอยหลังสีขาวแท้ Toyota
  7. แผ่นรองพื้นเรียบแท้ Toyota

ทำให้ส่วนลดเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 23,000 บาท!!

มาถึงบรรทัดนี้ เบียร์จึงได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณเล็กอีกว่า ประกันภัยชั้น 1 ที่ได้รับนั้น คุ้มครองผู้โดยสารครบ 7 ที่นั่งแน่นอน

เพราะบางประกันที่เคยแถม มีหลุดมาว่าคุ้มครองแค่ 5 ที่นั่งเท่านั้น!!

เพื่อน ๆ จึงต้องตรวจเช็คข้อมูลตรงนี้ให้ดีด้วยนะครับ


เมื่ออ่านข้อเสนอครบถ้วน เบียร์ก็ตกลง และส่งบัตรเครดิตรูดไปทันที 20,000 บาท

เดี๋ยวก่อน!! ทำไมค่าจองเซียนต้าถึงแพงมากขนาดนี้?

ต้องบอกก่อนว่า การจองรถเซียนต้าปกตินั้นอยู่ที่ 5,000 บาท หรือบางโชว์รูมอาจจะรับจองเพียง 3,000 บาทก็มี

แต่การที่เบียร์จองไปถึง 20,000 บาทนั้น ไม่ใช่แค่เบียร์มั่นใจในบริการของเซลล์และโชว์รูมเท่านั้น แต่สาเหตุหลักคือ ทางโชว์รูมสามารถรับจองด้วยบัตรเครดิตสูงสุด 20,000 บาท ถ้ามากกว่านี้จะขอชาร์ตค่าบริการ

เบียร์จึงใช้สิทธิรูดบัตรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอาแต้มในบัตรเครดิตนั่นเองครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ใช้บัตรเครดิตประเภท Cashback ที่รูดมากเท่าไหร่ ก็ได้เงินคืนมากเท่านั้น สามารถใช้วิธีเดียวกันนี้ เพื่อความคุ้มค่าให้มากที่สุด

เพราะถึงยังไง ยอดเงินนี้ก็จะถูกหักออกในวันรับรถอยู่แล้ว ทำให้เราใช้เงินในวันรับรถน้อยลงครับ

แต่ที่สำคัญที่สุด ห้ามผิดวินัยในการใช้บัตรเครดิตนะครับ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นแพงมากกกก

ถ้าให้แนะนำ กลับมาบ้านแล้ว ควรถอนเงินสด 20,000 บาทที่รูดไป หรือโอนแยกบัญชีเอาไว้รอจ่ายตามรอบบิล จะฟินที่สุดครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่เคยซื้อขายรถกับเซลล์หรือโชว์รูมนี้มาก่อน และเกิดความไม่แน่ใจกับการบริการของเซลล์หรือโชว์รูมว่าจะส่งมอบรถได้ทันตามที่ต้องการไหม? ก็ไม่ควรจองด้วยยอดเงินสูงเกินมาตรฐานเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะรูดบัตรหรือใช้เงินสด

เพราะถ้าเกิดปัญหาแล้วเราเป็นฝ่ายผิดสัญญา ก็จะขอเงินคืนได้ยากนั่นเองครับ

และเมื่อได้ใบจองรถน้องเซียนต้าเรียบร้อย น้อยคนจะอ่านเงื่อนไขในสัญญาใบจองครับ เบียร์เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า มีเงื่อนไขใดบ้างที่สามารถยกเลิกการจองรถได้

สำหรับผู้ซื้อรถอย่างเรา สามารถยกเลิกการจองและขอเงินมัดจำคืนได้ต่อเมื่อ

  • โตโยต้าปรับราคารถขึ้น
  • โตโยต้าส่งมอบรถให้เราได้ไม่ทันตามกำหนด
  • โตโยต้าไม่สามารถส่งมอบรถตามสเปคที่เราต้องการได้ ทั้งรุ่นย่อย สีรถ ปีที่ผลิต หรือขนาดเครื่องยนต์
  • โตโยต้าไม่สามารถให้ของแถมได้ตามที่ตกลงไว้ในใบจอง
  • เรากู้ไฟแนนซ์ไม่ผ่าน

แต่ถ้าเราไม่มารับรถตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน ทั้ง ๆ ที่มีรถและของแถมตามสเปคที่ระบุไว้ให้พร้อมแล้ว โตโยต้าสามารถยกเลิกสัญญาจองรถได้ทันที รวมถึงริบเงินมัดจำของเราได้เลยครับ

เมื่อเข้าใจในสัญญาใบจองรถเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้านครับ และทันทีที่จอดรถเรียบร้อยในบ้าน เจ้าหน้าที่ธนชาตก็โทรมานัดหมายทันที รวดเร็วทันใจดีจริง ๆ  ครับ

เบียร์จัดการเตรียมเอกสารเรียบร้อย จนถึงวันนัดหมาย เจ้าหน้าที่สาวจากธนชาตก็วิ่งเข้ามาหาถึงที่ทำงาน

ในระหว่างการกรอกเอกสารนั้น เจ้าหน้าที่ก็ชวนทำประกันสินเชื่อเหมือนเช่นเคย แต่รอบนี้เบียร์เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะตามจริง ประกันชีวิตของคันที่แล้ว ก็ยังมีอยู่เลยด้วยซ้ำ

รวมทั้งยังมั่นใจว่า กู้ผ่านแน่นอน เพราะผ่อนดี ตรงเวลามาตลอด ทำให้การกรอกเอกสารสมัครสินเชื่อครั้งนี้ ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาวกลับไป เบียร์ก็ต้องแปลกใจ + ประทับใจคือ มีข้อความเตือนมาจากแอพของธนาคารธนชาต หรือ Thanachart Connect ว่า ได้รับใบสมัครสินเชื่อรถยนต์เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณา

ยอมรับเลยว่า ถูกใจมาก เพราะทำให้เราเห็นสถานะได้อย่างชัดเจน

เนื่องจากเบียร์เอง มีบัญชีเงินฝากของธนาคารธนชาตมานานแล้ว และเคยโหลดแอพนี้ไว้ เพื่อใช้เช็คยอดเงินเท่านั้น แต่ไม่ค่อยได้ใช้งานแอพจริงจังเหมือนของธนาคารอื่น จนครั้งหนึ่งโดนธนาคารล็อคบัญชี เพราะไม่ได้ login เข้านานจนทำให้ลืมรหัสผ่าน 55555+

และในวันถัดมา ก็มีข้อความเข้ามาอีกครั้งว่า อนุมัติสินเชื่อเรียบร้อย ได้เจ้าเซียนต้ามาเป็นภาระสมใจ 🤣

เอาจริงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนไม่มีแอพธนาคาร แล้วเห็นข้อความแบบนี้เด้งมาจากเซลล์ จะดีใจมากกกกก ที่จะได้รถคันใหม่มาใช้งาน

แต่ครั้งนี้กลับไม่ดีใจเรื่องได้ผลอนุมัติ เพราะเป็นหนี้จนเริ่มชิน มันอินในหัวใจ 55555+  ที่รู้สึกจริง ๆ คือ ดีใจที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เรารู้ผลได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องมานั่งกระสับกระส่ายว่าเมื่อไหร่ เซลล์จะไลน์มา!!!

ทำให้การกู้ไฟแนนซ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ทราบผลอนุมัติก่อนเซลล์นั่นเองครับ

หลังจากไฟแนนซ์อนุมัติเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาตามหารถครับ

คุณเล็ก เซลล์หนุ่มแจ้งให้เบียร์ทราบอีกครั้งว่า ได้รันคิวไว้ให้เรียบร้อยแล้ว รอรถจัดส่งมาจากโรงงานอย่างเดียว

และด้วยความที่รถไม่มีค้างสต็อคเลย จึงค่อนข้างมั่นใจว่า จะได้รถใหม่ที่พึ่งผลิตในปี 2019 อย่างแน่นอน

เบียร์เองรับทราบในการรันคิว จึงแจ้งกำหนดวันรับรถให้คุณเล็กทราบเบื้องต้นว่า เบียร์สะดวกรับรถในวันที่ 19 มีนาคม หรือ 26 มีนาคม เท่านั้น ถ้ารถได้ทันวันไหน ก็รับวันนั้น

ซึ่งคุณเล็กก็รับปากว่า จะจัดการให้ทันตามกำหนด

ถามว่าดูฤกษ์ยามไว้ไหม ก็ตอบได้ว่า ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสอะไร เน้นฤกษ์สะดวกสบาย จะได้มารับรถด้วยความผ่อนคลาย สบายใจมากกว่า

เพราะถ้าได้ฤกษ์มา แล้วเวลานั้นเราไม่สะดวก มันก็ลำบากใจไปเปล่า ๆ

เพราะสมัยก่อนคุณแม่เบียร์เคยดูฤกษ์ให้ แล้วได้เวลารับรถที่ดีที่สุดคือ 5 ทุ่ม!! และไม่มีวัน/เวลาอื่นอีกแล้วในช่วงเวลานั้น เดือดร้อนคุณเซลล์ต้องมานั่งรอเปิดประตูโชว์รูมส่งมอบรถให้ แถมยังต้องขับรถใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย กลับบ้านตอนดึก ๆ อีก ครั้งนั้นทำทุกคนง่วงเหงาหาวนอนกันถ้วนหน้า สร้างความลำบากใจให้กับทุกคน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงขอเวลาปกติของโชว์รูมดีกว่า และเราต้องว่างในวันนั้นจริง ๆ  

อีกเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังเพิ่มเติมคือ ในกรณีที่เราสะดวกหรือได้ฤกษ์ที่ดีในเดือนหน้า แต่ทางเซลล์มักขอร้องว่า ให้รับรถ หรือไม่ก็มาจ่ายค่ารถก่อนในเดือนนี้ เพื่อเอาตัวเลขยอดขายให้ได้ตามเป้าของเซลล์ แล้วเราค่อยมารับรถทีหลังตามวันที่เราต้องการ

กรณีแบบนี้แล้วแต่เพื่อน ๆ จะเห็นสมควร เพราะครั้งหนึ่งเบียร์ก็เคยทำแบบนั้น เพื่อช่วยเซลล์เหมือนกัน ตอนนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องลำบากเดินทางไปโชว์รูม 2 ครั้ง 

 แต่ภายหลังกลับรู้สึกว่า เราไม่ควรจ่ายตังค์ก่อนแล้วค่อยรับรถวันหลัง เพราะถ้ารถเกิดมีปัญหาใด ๆ ขึ้นมาในช่วงรอยต่อที่รอเรามารับรถจริงนั้น มันอาจจะทำให้เราลำบาก ยกเว้นจะมีข้อตกลงใด ๆ ที่ชัดเจน

และเรื่องสุดท้ายก่อนรับรถที่อยากบอกเพื่อน ๆ ก็คือว่า ถ้าเรากู้ไฟแนนซ์ผ่านแล้ว ทางไฟแนนซ์มักมีกำหนดเวลาของสัญญาการกู้ครั้งนี้ ว่าต้องรับรถภายในกี่วัน ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้ยินคือ ประมาณ 30-90 วันแล้วแต่เงื่อนไขของไฟแนนซ์

นั่นหมายความว่า ถ้ารถเรายังไม่มาสักที หรือเรามัวแต่รีรอหาวันดี ๆ อยู่นั้น เกิดสัญญาหมดอายุไป เราต้องลำบากยื่นเอกสารการเงินขอกู้ไฟแนนซ์ใหม่อีกครั้งนะครับ เพราะทางไฟแนนซ์ก็ต้องการรู้สถานะการเงินของเราล่าสุดนั่นละครับ

จึงอยากฝากจุดนี้ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบข้อมูลไว้ประกอบการหาวันออกรถกันด้วย จะได้สบายใจกันทุกฝ่ายนะครับ

แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า ว่าเบียร์จะได้รับรถวันไหน?

ไม่นานเกินรอครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *