รีวิว Toyota Sienta 1.5V ตอนที่ 3 “ได้พบเธอ”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากจองรถไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ตามรีวิวตอนที่ 2 ได้เวลาจอง…น้องเซียนต้า แถมไฟแนนซ์ก็อนุมัติให้เรียบร้อยแล้วนั้น

แต่ผ่านมาอาทิตย์กว่า ก็ไม่มีวี่แววว่ารถจะเข้ามาแต่อย่างใด

แม้ส่วนตัวจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องรถใช้งาน แต่การรอคอยในครั้งนี้ก็ทำให้เบียร์หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่พอสมควร

ด้วยเหตุผลเดียวเลย คือ อยากได้รถแล้วววววว อยากขับน้องเซียนต้าแล้ววว

พอนึกย้อนไป การซื้อรถในช่วงหลังที่ผ่านมา ค่อนข้างโชคดี ที่มีรถในสต็อคเลยทุกคัน แค่รอโชว์รูมอาบน้ำปะแป้งแต่งตัวตามที่ตกลงในข้อเสนอ แล้วเราก็หาวันสะดวกมารับไปชิลล์ ๆ

จึงไม่เคยรู้สึกรอคอยอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว ทั้งที่พึ่งรอได้เพียงอาทิตย์กว่า ๆ เท่านั้น

ทำให้นึกย้อนไปถึงการรอคอยรถครั้งแรกและครั้งเดียวที่นานที่สุด คือ การซื้อ Nissan March อีโคาร์คาคันแรกของเมืองไทย ที่สั่งจองไปตั้งแต่เปิดตัว และรอคอยรถยาวนานถึง 4 เดือนเต็ม

จำได้ไหมครับว่าในรีวิวตอนที่แล้ว เบียร์ระบุกับเซลล์ไปว่า สะดวกรับรถเพียง 2 วัน คือ

  • 19 มีนาคม 2562
  • 26 มีนาคม 2562

ซึ่งคุณเล็ก เซลล์หนุ่มก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “ทันแน่ครับพี่”

จนในที่สุด วันที่ 19 มีนาคม วันแรกก็มาถึง ปรากฎว่า ยังไม่มีรถเข้ามารอส่งมอบให้สบายใจเลย

แต่พอวันถัดมา 20 มีนาคม 2562 ก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาจากโตโยต้า เค มอเตอร์ เพียงแต่คนที่โทรมากลับไม่ใช่เซลล์ โดยในสายได้แจ้งว่า รถเซียนต้าที่สั่งจองไว้มาถึงเมืองไทยแล้ว และอยากทราบว่า เบียร์จะรับรถวันไหน?

ในเมื่อวันแรกที่สะดวกผ่านไปแล้วเมื่อวาน เบียร์จึงแจ้งกลับไปทันทีว่าขอรับในวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่เบียร์สะดวกมากที่สุดนั่นเอง

ทางเจ้าหน้าที่รับทราบ และแจ้งว่า ให้เบียร์ถ่ายรูปทะเบียนบ้านส่งไปให้เซลล์อีกครั้ง เพื่อจัดทำประกันชั้น 1 คุ้มครองในวันรับรถให้ทันที

พอวางสายไป ก็ทำให้เบียร์รู้สึกว่าโตโยต้า เค มอเตอร์นั้น ทำงานเป็นระบบระเบียบดี มีขั้น มีตอน และมีการแจ้งข่าวจากส่วนกลาง ไม่ได้ให้เซลล์ทำงานอยู่ตามลำพัง


วันถัดมา คุณเล็ก เซลล์หนุ่มก็ส่งรูปถ่ายเจ้าเซียนต้าของเบียร์มาให้ และแจ้งว่า กำลังขับรถเซียนต้าของเบียร์จากสต็อคของโชว์รูมที่ถนนเอกชัยมาไว้ที่สาขารามคำแหงนั่นเอง

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลขไมล์รถของเรา ๆ ขยับขึ้นมากกว่าปกติครับ เพราะนอกจากบางที่จะขับรถจากสต็อคมาที่สาขาแล้ว บางทียังมีการขับรถของเราไปติดตั้งของแถม หรือของแต่งจากที่อื่นด้วยนั่นละครับ

แน่นอนว่า ถ้าเลือกได้ ก็คงไม่อยากให้เซลล์ขับรถของเรามาไกล ๆ หรอกครับ เพราะย่อมมีความเสี่ยงที่รถจะเสียหายได้อยู่เหมือนกัน แม้เซลล์เค้าจะระวังที่สุดก็ตาม เพราะอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้คาดคิดเสมอ

และที่สำคัญ น้ำมันที่โตโยต้าใส่มาให้ตอนผลิตรถเสร็จนั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกิน ปกติพอเรารับรถมา แทนที่จะขับรถคันใหม่กลับบ้านอย่างสบายใจ ก็ต้องรีบหาปั๊มน้ำมันเติมอีก

แล้วยิ่งถ้าเซลล์ต้องขับรถมาจากที่ไกล ๆ แบบนี้แล้วละก็ น้ำมันก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก ลองสังเกตรูปที่เซลล์ส่งมาอีกทีก็ได้ครับ ว่าหน้าจอเจ้าเซียนต้าของเบียร์นั้น ได้เตือนขึ้นมาแล้วว่า น้ำมันใกล้หมด

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงเคยบอกอยู่เสมอ ๆ ว่า ถ้าเป็นไปได้ ให้ขอของแถมเป็นน้ำมันรถมาบ้าง จะมากจะน้อยก็ยังดี ขอให้ขับไปเติมได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องขับไปลุ้นไปว่าเครื่องจะดับหรือเปล่า

ซึ่งช่วงหลัง ๆ ที่ไปรับรถ Nissan , Ducati และ Mercedes-Benz ที่โชว์รูมนั้น ก็ให้น้ำมันมาเกือบเต็มถังทุกเจ้า

แต่ครั้งนี้ เบียร์กลับไม่ได้ขอ เพราะเช็คมาแล้วว่า วันรับรถนั้น ออกจากโชว์รูมมาก็จะเจอปั๊มเชลล์ในระยะใกล้ ๆ ไม่กี่ร้อยเมตร

แต่พอถึงวันนี้ ก็พึ่งจะรู้ความจริงว่า เซลล์ต้องไปขับรถเรามาไกลจากเอกชัยโน่นแน่ะ ไม่ได้ขึ้นรถเทรลเลอร์มาส่งที่สาขาโดยตรง

ซึ่งคุณเล็ก เซลล์หนุ่มเองก็เข้าใจความกังวลของเบียร์ จึงยืนยันว่า รับรถแล้ว ขับถึงปั๊มแน่นอน ไม่มีดับก่อนให้ขายหน้า

ส่วนเพื่อน ๆ ที่ยังมีความกังวลว่า การที่เซลล์จะไปขับรถเรามาไกล จะทำให้เลขไมล์มากขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างทาง ก็สามารถใช้วิธีไปรับรถที่สำนักงานใหญ่ หรือสาขาที่ใกล้ที่สุดที่รถเราถูกขนส่งเอามาลงได้นะครับ

เพราะสมัยที่เบียร์ออก Nissan March นั้น ความจริงเบียร์จองรถไว้ที่นิสสัน สาขาบางแค แต่พอรู้ว่า รถเราถูกขนส่งไปลงที่นิสสัน กระทุ่มแบน เบียร์ก็ยอมนั่งรถทางไกลไปรับด้วยตัวเอง เพื่อความสบายใจครับ

ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ ต้องปรึกษาเซลล์ของแต่ละท่านเอาเองนะครับ ว่าจะทำอย่างไร?


หลังจากที่รถของเบียร์มาถึงสาขา รามคำแหงในวันที่ 21 มีนาคมด้วยความปลอดภัยแล้ว เบียร์ก็ค่อนข้างสบายใจ ว่ารถต้องถูกเตรียมพร้อมให้รับในวันที่ 26 ได้อย่างแน่นอน เพราะเบียร์เองไม่ได้ขอของแถมเป็นของแต่งมากมาย ทำให้เซลล์ไม่ต้องวุ่นวายในการจัดเตรียมเท่าการที่เราติดตั้งของแถมเยอะแยะนั่นเองครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ขอของแถมติดรถมาก การจะรับรถในวันที่กระชั้นชิด ก็จะทำให้รถไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรครับ เพราะของแถม/ของแต่งบางอย่างก็อาจจะต้องถูกนำไปติดตั้งข้างนอกบ้าง นัดคิวช่างบ้าง

รวมถึงการที่ของแถมไม่ครบก็มีครับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เบียร์มาเล่าให้อ่านได้ เพราะเคยเจอ เคยเจ็บมาก่อนทั้งนั้นครับ บางทีใช้รถไปเป็นเดือน มารับของแถมทีหลังก็มี

แต่สิ่งที่สำคัญคือ เบียร์ไม้่ได้ขอฟิล์มแถมจากศูนย์ แต่เบียร์เลือกที่จะไปติดตั้งเองกับร้านข้างนอกที่เคยใช้บริการมาก่อนครับ

ซึ่งตอนสมัยที่ออกรถ Nissan Juke นั้น เบียร์ก็ให้ทางร้านฟิล์มเข้าไปติดตั้งที่โชว์รูมก่อนเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า พอถึงวันรับรถ เบียร์จะได้รถที่พร้อมใช้งานได้ทันที

แต่พอเบียร์จะทำแบบเดิมกับเจ้าเซียนต้า ปรากฎว่า ไม่สามารถทำได้ โดยคุณเซลล์แจ้งว่า บริษัทไม่มีนโยบายให้ร้านข้างนอกที่ไม่ได้เป็นซัพพลายเออร์ประจำเข้ามาทำอะไรในโชว์รูม เพื่อป้องกันการทุจริตภายในครับ

ในเมื่อเป็นระเบียบของเค้า เราก็ไม่ว่ากัน ก็ต้องทำใจว่า วันแรกไปรับรถก็ขับฟิล์มใส โชว์หน้าโชว์ตา พร้อมปาดเหงื่อไปก่อนแล้วกัน อิอิ


เรื่องรถเรียบร้อย คราวนี้ก็เป็นเรื่องเงิน เรื่องทองครับ

ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะซื้อรถด้วยเงินสด หรือเงินผ่อน แน่นอนว่า ต้องมีเงินก้อนใหญ่พกไปจ่ายในวันรับรถอยู่แล้ว

ซึ่งเบียร์จะแนะนำว่า ให้ซื้อเป็น“แคชเชียร์เช็ค”สั่งจ่ายชื่อบริษัทโดยตรงที่ธนาคารจะดีกว่าการพกเงินสดจำนวนมากไปที่โชว์รูม

เพราะการพกพาเงินสดก้อนใหญ่ติดตัวไปนั้น มันเกิดความเสี่ยงหลายต่อหลายอย่าง
– เงินอาจจะสูญหายระหว่างทาง
– โชคร้ายอาจจะโดนปล้นได้ สมัยนี้มิจฉาชีพเยอะ
– ถ้าบังเอิญไปเจอเจ้าหน้าที่โชว์รูมรถที่ทุจริต ก็จะเกิดปัญหาอีก เช่น เงินไม่เข้าโชว์รูมหรือเข้าไม่ครบ โดยที่เราไม่รู้เรื่อง

ทั้งนี้ นอกจากสบายใจเราแล้ว ยังสบายใจกับทางโชว์รูมด้วย
– เงินเข้าบริษัทแน่นอน เพราะสั่งจ่ายชื่อบริษัทดีลเลอร์รถ (ห้ามสั่งจ่ายชื่อเซลล์หรือเจ้าหน้าที่คนอื่นเด็ดขาด)
– แคชเชียร์หรือเซลล์ของโชว์รูม ไม่ต้องมาเสียเวลานับเงิน ซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาด

ซึ่งการใช้แคชเชียร์เช็คนั้น ควรใช้สำหรับการซื้อรถในจังหวัดเดียวกันเท่านั้นนะครับ เช่น ซื้อแคชเชียร์เช็คของธนาคารในจังหวัดกรุงเทพ โชว์รูมรถก็ควรอยู่ในจังหวัดกรุงเทพนั่นเอง

โดยค่าธรรมเนียมออกแคชเชียร์เช็คอยู่ที่ 15 – 25 บาทเท่านั้น แล้วแต่ธนาคารครับ

เพราะถ้าทำเช็คสั่งจ่ายข้ามจังหวัดแล้วละก็ ค่าธรรมเนียมจะสูงมากกว่านี้ครับ เช่น บ้านอยู่โคราช แต่เดินทางมาซื้อรถที่กรุงเทพ ก็ควรใช้“ดราฟท์”สั่งจ่ายแทน จะประหยัดกว่าครับ ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติม และรายละเอียดค่าธรรมเนียมทั้งหมด สามารถสอบถามที่ธนาคารได้เลยครับ

แต่ไม่ว่ายอดชำระให้โชว์รูมจะเป็นยอดเงินเท่าไหร่ก็ตาม ก็ขอให้สอบถามเซลล์หรือโชว์รูมให้แน่ชัดก่อนนะครับ

เพราะบางยอดสามารถจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คได้ บางยอดไม่ได้ อาทิเช่น

ค่ารถยนต์ / เงินดาวน์ ออกแคชเชียร์เช็คได้แน่นอน (สำคัญที่สุด)

หรือบางท่านจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น เงินผ่อนงวดแรก (เพื่อลดดอกเบี้ยลง ตามที่บอกไปในรีวิวตอนที่ 2) ซึ่งสามารถรวมยอดไปในแคชเชียร์เช็คได้เลย

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บางอย่างจะต้องจ่ายเงินสดเท่านั้น เช่น ค่าจดทะเบียน / มัดจำป้ายแดง ซื้อของแต่งในโชว์รูมเพิ่ม เป็นต้น

โดยรายละเอียดที่เซลล์ต้องให้มา คือ

  1. ยอดเงินที่ออกแคชเชียร์เช็คได้
  2. ยอดเงินที่ต้องชำระด้วยเงินสดเท่านั้น
  3. และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ ชื่อบริษัทที่จะรับเงิน เพราะเราต้องทำแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายในนาม บริษัทผู้จำหน่ายรถเท่านั้น

อย่างของเบียร์พอได้ยอดเงินมาเรียบร้อยแล้ว ก็ไปทำเรื่องที่ธนาคารได้เลย สาขาไหนก็ได้ ถ้ามีเงินในบัญชีไหน ก็ไปทำที่นั่น จะได้สั่งถอนตามยอดได้เลย

หรือถ้ามีเงินสด ก็เดินเข้าที่ไหนก็ได้ครับ

จะบอกว่า ตอนที่รู้ว่า ชื่อบริษัทอะไรนั้น แอบตกใจ เพราะไม่คิดว่า เค้าจะมีชื่อยาวขนาด ระบุว่า เป็นผู้จำหน่ายโตโยต้าด้วย อิอิ

ซึ่งตอนที่เราซื้อ ก็ตรวจทาน ยอดเงินและชื่อบริษัทในแคชเชียร์เช็คให้ดีก่อนออกจากธนาคารด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขได้เลย

และเมื่อได้แคชเชียร์เช็คมาแล้ว เบียร์จะถ่ายรูปเช็คอีกครั้ง แล้วส่ง Line ไปให้คุณเล็กเพื่อส่งต่อให้ฝ่ายการเงินของโชว์รูมตรวจสอบอีกรอบ เพื่อความมั่นใจว่าในวันรับรถจะไม่มีอะไรติดขัดนั่นเองครับ


วันที่ 26 มีนาคม 2562

และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง เพราะวันนี้ เบียร์จะได้พบเจอเจ้าเซียนต้าลูกชายคันใหม่แล้ว

ที่ผ่านมา เบียร์ชอบไปรับรถใหม่ในช่วงครึ่งวันเช้า แต่พอนึกถึงสภาพการจราจรบนถนนรามคำแหงที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าตลอดทั้งเส้นแล้ว เบียร์จึงเลือกที่จะทำงานในช่วงครึ่งวันเช้าให้เรียบร้อย แล้วไปรับรถในช่วงบ่ายแทน

และอีกอย่าง เบียร์เข็ดจากครั้งที่แล้ว ที่ไปรับรถกระบะ Revo ในช่วงเช้านั้น เบียร์ไม่สามารถหารถ Taxi ได้เลย แม้พยายามจะลองกดเรียกทั้ง Grab ทั้ง Lineman อยู่หลายครั้ง ก็ไม่มีใครสนใจรับงานเลยแม้แต่คนเดียว

และจะบอกว่า ไม่ได้แค่เรียกสดๆ ตอนที่พร้อมจะออกจากบ้านนะครับ แต่เรียกล่วงหน้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ยังไม่มี!!

วันนั้นก็เลยต้องขับรถอีกคันไปโชว์รูม แล้วให้ภรรยาขับรถกลับมาพร้อมกัน ซึ่งก็แอบขัดใจอยู่พอสมควร เพราะเราเองก็ชอบที่จะไปรับรถใหม่ แล้วนั่งกลับมาด้วยกันมากกว่า

ตอนนั้นเบียร์ก็คิดเองเออเองว่า ที่ไม่มีรถ Taxi หรือ Grab เข้ามารับเลยนั้น อาจจะเป็นเพราะเรียกในช่วงเวลาที่เร่งด่วน ซึ่งรถต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงเลือกไปวิ่งตามพื้นที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่นมากกว่าที่จะเข้ามารับเราในหมู่บ้านที่อยู่พื้นที่ชานเมืองแบบสุด ๆ

แต่แล้ว วันนี้ก็ทำให้เบียร์รู้ตัวว่าคิดผิด!! เพราะพอถึงบ่ายโมงที่เบียร์กดแอพเรียก Taxi เท่านั้นละก็ไม่มีใครยอมเข้ามารับเลยเหมือนเดิม 55555+

จิ้มหน้าจอเรียกอยู่นานจนเริ่มท้อ พี่สาวเห็นยังไม่ได้รถสักที เลยไปหาเบอร์อู่ Taxi ที่ตั้งอยู่หน้าปากทางเข้าหมู่บ้านมาให้

ได้เบอร์มา เบียร์จึงรีบโทรไปทันที และหลังจากแจ้งต้นทางที่ให้เข้ามารับ และจุดหมายปลายทางที่เบียร์จะไปเรียบร้อย ผู้รับสายก็แจ้งกลับมาว่า รถกำลังจะเข้าไปรับใน 10 นาทีครับ

ในที่สุดก็ได้ Taxi แล้ว เย้ ๆ

พอขึ้นรถมา คนขับกลับถามจุดหมายปลายทางอีกครั้ง ว่า ใช่ “โตโยต้า นิมิตรใหม่” หรือเปล่า?

เบียร์ตอบกลับทันที “ไม่ใช่ครับ โตโยต้า สาขารามคำแหงครับ อยู่ติดโรงพยาบาลรามคำแหงเลย เมื่อกี้บอกคนที่รับโทรศัพท์ไป เค้ายังยืนยันสถานที่มาถูกต้องเลยครับ

คนขับพยักหน้าด้วยความตกใจ แล้วก็ขับรถออกจากหมู่บ้านไปด้วยความเงียบงัน

ผ่านไปได้ประมาณ 4 กิโลเมตรจนถึงถนนใหญ่ เบียร์หันไปมองมิเตอร์รถเพื่อดูราคา แต่ปรากฎว่า เลขมิเตอร์ไม่ขึ้น!! เดี๋ยวนะ!! เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า?

เบียร์พิมพ์ Line บอกภรรยาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทันที พอนางอ่าน นางก็เงยหน้าไปมองมิเตอร์ จากนั้นเราก็หันมามองหน้ากัน

แต่ไม่ทันได้พูดอะไร นางก็โพล่งถามออกไปทันทีว่า

“พี่ลืมเปิดมิเตอร์หรือเปล่าคะ?”

คนขับเหลียวมองที่มิเตอร์ ก่อนจะตะโกนสุดเสียงว่า

“เฮ้ย ผมลืมเปิดจริง ๆ ครับ”

“ผมขอโทษครับ ผมมัวแต่ตกใจ และคิดเส้นทางอยู่ว่าจะวิ่งไปยังไง เลยไม่ได้สนใจมิเตอร์เลย” คนขับอธิบายต่อ

“ไม่ต้องคิดมากครับ เดี่ยวผมบอกทางให้เองครับ” เบียร์เลยปลอบคนขับไปด้วยความโล่งใจ เพราะนึกว่าจะงานเข้า เจอ Taxi เรียกเหมาซะแล้ว

เอาเข้าจริง เบียร์ก็แอบแปลกใจอยู่พอสมควร เพราะจากถนนนิมิตใหม่ที่เรากำลังเดินทางอยู่นั้น แค่ขับตรงไปจนสุดถนน จากนั้นก็เลี้ยวขวาเข้าถนนรามคำแหง ที่เหลือก็แค่ตรงยาวไปเรื่อย ๆ ก็เจอโชว์รูมโตโยต้าทางซ้ายมืออยู่แล้ว ไม่ได้ยากอะไรเลยจริง ๆ

“หรือพี่เค้าจะกลัวรถติด เลยคิดหาทางเลี่ยง?” เบียร์ตอบตัวเองในใจ ก่อนจะหยิบมือถือมาเปิด Google Maps เพื่อดูการจราจรทันที ก็พบว่า ในช่วงเวลาบ่าย ๆ แบบนี้ สามารถวิ่งถนนรามคำแหงตรงยาวไปถึงโชว์รูมได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องหลีกเลี่ยงหรือลัดเลาะหลบการก่อสร้างรถไฟฟ้าไปทางอื่นเลย

และหลังจากที่รถมาถึงสี่แยกลำสาลี คนขับก็เปิดปากสารภาพว่า

“ผมขอโทษนะครับ คือ ผมจะบอกว่า ปกติผมไม่รับงานวิ่งยาว ๆ แบบนี้เลย”

(เบียร์นึกในใจ ยาวตรงไหน จากบ้านเบียร์วิ่งมาที่นี่ ระยะทาง 22 กิโลเมตรเท่านั้นเอง)

“ปกติผมจะวิ่งแค่บนถนนนิมิตใหม่เท่านั้น แต่ที่ผมรับงาน เพราะคนที่รับสาย เค้าบอกผมว่า ลูกค้าให้ไปส่งโตโยต้า นิมิตใหม่ ผมถึงรีบกดรับงานเลย” คนขับพูดต่อ

“อ้าว ตอนที่ผมโทรไป เค้ายังถามกลับว่า ลูกค้าจะไปโชว์รูมโตโยต้า ซอยรามคำแหง 38 ก่อนถึงโรงพยาบาลรามคำแหง ถูกต้องไหมครับ? แล้วเค้าจะไปบอกพี่คนขับว่า ให้ไปส่งสาขานิมิตใหม่ได้ยังไงละครับ?” เบียร์ถามต่อด้วยความสงสัย

“อ๋อออ ก็เค้ารู้ไงครับว่าถ้าบอกตามจริง คงไม่มีใครรับงาน เลยบอกว่านิมิตใหม่ ผมก็ดีใจ รีบขอรับงานเลย ทั้งที่จริงไม่ใช่คิวงานผมด้วยซ้ำ แต่คิวแรกเค้าไม่ตอบสักที ผมเลยรีบคว้า” คนขับ Taxi พูดแบบจ๋อย ๆ

เบียร์เกิดสงสัย เลยถามกลับไปว่า “แล้วทำไมพี่ไม่รับงานแบบนี้ละ ทำไมเอาแต่ใกล้ ๆ อู่ละครับ?”

คนขับตอบกลับทันทีว่า “ถ้ามาไกล จะหาผู้โดยสารกลับไปที่เดิมยากนะสิครับ ก็ต้องวิ่งรถเปล่ากลับ มันไม่คุ้ม”

เบียร์ถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ จะว่าโชคดีที่คนรับสาย เค้ารู้ทันพวกคนขับ จึงใช้เทคนิคมาหลอกล่อให้เบียร์ได้รถ Taxi มาส่งถึงที่หมายสมใจ

หรือจะโชคร้ายที่ไปสร้างความลำบากให้คนขับรถแทนก็ไม่รู้

แต่เหตุการณ์นี้รู้อย่างเดียวว่า เราก็คงต้องใช้รถส่วนตัวต่อไปเหมือนเดิม

ทำไงได้ บ้านไม่ได้อยู่ในชุมชนก็แบบนี้ละครับ


ทันทีที่รถ Taxi จอดสนิทที่หน้าโชว์รูมโตโยต้า เค มอเตอร์ สาขารามคำแหงนั้น เบียร์เห็นเลขมิเตอร์อยู่ที่ราว ๆ 160 – 170 กว่า ๆ เบียร์เลยส่งเงินให้ไป 200 บาท พร้อมบอกว่า

“ไม่ต้องทอนนะพี่ ถือว่าช่วยในส่วนที่พี่ลืมเปิดมิเตอร์ตั้งแต่แรกแล้วกันครับ”

คนขับยิ้มหวาน กล่าวขอบคุณและรีบขับออกไปทันที

เบียร์กับภรรยาจึงเดินเข้ามาที่โชว์รูม ก็เลยได้เจอหน้าลูกชายคันใหม่เป็นครั้งแรก จอดรอในส่วน “ส่งมอบรถใหม่” พอดี

แถมจอดคู่กับ Toyota Sienta สีเงินอีกคันด้วย ซึ่งคาดว่าน่าจะมารับรถในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันนั่นเอง

เบียร์เดินวนรอบคันได้ 1 รอบ ก็เจอคุณเล็ก เซลล์หนุ่มที่ลงมาต้อนรับพอดี ก็เลยขอกุญแจเพื่อตรวจสอบรถก่อนเลย จะได้ไปเซ็นรับรถทีเดียว

เพราะอย่าลืมนะครับ ว่าถ้าเราเซ็นรับรถก่อนตรวจสอบ แล้วถ้าเจอปัญหาอะไร จะแก้ไขลำบากกว่าครับ

รับกุญแจมา ก็ดูให้ครบครับว่า มี 2 ชุดหรือเปล่า

นอกจากกุญแจรีโมท 2 อันนี้ ก็จะมีเพลทกุญแจเล็ก ๆ ที่มีตัวเลขสลักอยู่ด้วย อันนี้ไม่ต้องเอามาพกนะครับ ให้เก็บไว้ที่บ้านได้เลย เพราะเวลาเราทำกุญแจหาย ต้องใช้เจ้าเพลทตัวนี้ละครับ ในการขอศูนย์บริการทำกุญแจใหม่

จากนั้นก็มาลองกดปุ่มทุกปุ่มบนรีโมททั้ง 2 อันดูว่าใช้งานได้ปกติไหม

โดยปุ่มบนสุดคือ ล็อครถ และปุ่มถัดมาถือ ปลดล็อครถ ครับ

ส่วนปุ่มรูปประตูนั้น คือ ปุ่มซ้ายคือ การเปิด/ปิดประตูไฟฟ้าฝั่งซ้ายมือ ส่วนปุ่มประตูขวาก็คือ การเปิด/ปิดประตูไฟฟ้าฝั่งขวามือนั่นเอง

แต่ 2 ปุ่มนี้มีเงื่อนไขในการใช้คือ

  1. ต้องกดปลดล็อครถก่อนเท่านั้น ถ้ารถยังล็อคอยู่ จะมีเสียงดังปิ๊ด 1 ทีฟ้อง และไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  2. เวลากดเปิดหรือปิดประตู ต้องกดปุ่มค้างไว้จนกว่าประตูจะเริ่มเปิด ก็ปล่อยมือจากปุ่มได้

ทดสอบกุญแจเรียบร้อย ก็เดินสำรวจรอบคันครับ มีรอย มีตำหนิ หรืออะไรผิดปกติไปไหม

ทีนี้มาดุยางติดรถกันครับ

ใน Toyota Sienta รุ่น 1.5V นั้น จะได้ยางติดรถของ Bridgestone รุ่น Turanza ER33 ซึ่งเป็นยางติดรถใหม่ในรถหลายรุ่น

ขนาดยางอยู่ที่ 195/50R16 เหมือนกันทั้ง 4 ล้อ

ทีนี้ ลองมาดูยางทั้ง 4 ล้อสักหน่อยว่าได้ยางใหม่ไหม?

โดยวิธีดูให้หาเลข 4 ตัวที่ขอบยางแบบนี้ครับ

โดย 2 ตัวหน้าจะบอก”สัปดาห์”ที่ผลิต

ส่วน 2 ตัวหลังคือปี ค.ศ. ที่ผลิต

ดังนั้น ยางเส้นนี้ระบุไว้ว่า 0119 ก็แปลว่า ผลิตเมื่อสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม ปี 2019 นั่นเอง ถือว่าเป็นยางใหม่เอี่ยมแน่นอนครับ

ซึ่งเบียร์มองว่า เราควรได้ยางที่ผลิตมาไม่เกิน 6 เดือน จะโอเคที่สุดครับ

หรืออย่างมากก็ไม่น่าเกิน 1 ปีครับ แต่ถ้าเกิดไปได้ยางอายุ 1 ปีขึ้นไป ถามว่าใช้ได้ไหม ก็ใช้ได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำครับ

เทคนิคนี้ไม่ใช่แค่ตรวจตอนซื้อรถใหม่อย่างเดียวนะครับ สามารถไปตรวจเวลาเปลี่ยนยางใหม่ในอนาคตด้วยครับ

เดินตรวจครบ 4 ล้อเรียบร้อย ปรากฎว่า มียางที่ล้อหลังขวา ผลิตมาคนละล็อตครับ คือ 5118

หรือผลิตในสัปดาห์ที่ 51 ปี 2018 นั่นละครับ ซึ่งก็น่าจะต่างกันเพียงล็อตเดียว เพราะปีนึงมี 52 สัปดาห์ และสัปดาห์สุดท้าย หรือ 52 นั้นก็น่าจะเป็นวันหยุดช่วงสิ้นปี ก็เลยไม่ซีเรียสอะไรครับ แค่เสียดายว่า น่าจะเหมือนกันไปเลยทั้ง 4 เส้น

จากนั้นก็ไปดูของแถมกันครับ ว่าได้มาครบถ้วนหรือเปล่า

เริ่มที่เซนเซอร์ถอยหลังของแท้โตโยต้า 2 จุดสีเดียวกับตัวรถ ที่มีหน้าที่ส่งเสียงร้องเตือนเวลาเราถอยหลัง แล้วตรวจจับว่า มีสิ่งกีดขวางอยู่ด้านหลังหรือเปล่า?

ต่อด้วยแผ่นรองพื้นเรียบท้ายรถของแท้โตโยต้าเช่นเดียวกัน

ที่เลือกแผ่นนี้มาเป็นของแถม เพราะปกติแล้ว เวลาเราพับที่นั่งแถว 3 เก็บไปเพื่อใช้แค่ 5 ที่นั่งนั้น จะทำให้ด้านหลังมีหน้าตาแบบนี้ครับ

แต่พอเราปูแผ่นนี้ลงไป ก็จะทำให้ท้ายรถเราราบเรียบ วางของได้สะดวกสบายขึ้นนั่นเองครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ เน้นใช้ที่นั่งแค่ 2 แถว และปล่อยข้างหลังไว้เก็บของแบบเบียร์ ก็สามารถขอเป็นของแถม หรือสั่งซื้อที่ศูนย์โตโยต้าได้ในราคา 1,600 บาทครับ

และในกรณีที่เราอยากจะใช้ที่นั่งแถวที่ 3 ขึ้นมา เราก็สามารถพับแผ่นเรียบนี้ขึ้นมา วางซ้อนไว้ด้านท้ายสุดได้สบาย ๆ ครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้ที่นั่งแถว 3 ตลอดเวลา ก็ไม่แนะนำนะครับ เพราะแผ่นนี้จะไม่ได้ประโยชน์ในการใช้งานเท่าที่ควรครับ

จากนั้นก็ขึ้นรถไปดูเลขไมล์หน่อยครับ ด้วยการกดปุ่มสตาร์ท 2 ที โดยไม่ต้องเหยียบเบรค เพื่อเปิดระบบไฟที่หน้าจอครับ

ผลปรากฎว่า เลขไมล๋อยู่ที่ 56 กิโลเมตรครับ ซึ่งก็อย่างที่บอกไปในตอนต้นครับ ว่า ไปเพิ่มขึ้นเยอะตอนที่เซลล์ไปขับรถมาจากถนนเอกชัยนั่นเองครับ

ซึ่งเลขที่เหมาะสม ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ แต่ถ้าเลขมากก็ไม่ได้น่าซีเรียสนะครับ เพราะสิ่งสำคัญขอแค่รถไม่มีปัญหาก็พอแล้วครับ

เพราะเบียร์ก็เคยได้ยินการตัดรถข้ามจังหวัดด้วยครับ เช่น รถรุ่น สีที่ลูกค้าต้องการไม่มี ก็เลยไปขอตัดจากดีลเลอร์อีกจังหวัดที่มีตรงสเปค เซลล์ก็ต้องเดินทางไปขับรถเราข้ามจังหวัดมา ส่งผลให้เลขไมล์พุ่งขึ้นหลักร้อยก็มีครับ

ดังนั้น ดูตัวเลขที่เหมาะสม มีเหตุผลรองรับ และไม่ใช่รถทดลองขับก็โอเคแล้วครับ

จากนั้นก็ลองเช็คไฟหน้าดูครับ ติดปกติดีไหม

ไฟท้ายละ

ต่อด้วยการเปิดเก๊ะรถดูครับ ปรากฎว่า เก๊ะตกลงมาทันที ไม่มีสโลโมชั่นแต่อย่างใด

ก็เลยทำให้รู้ว่า โตโยต้า เซียนต้าแอบลดต้นทุนไป 1 จุดด้วยการถอดโช้คเก๊ะหน้าออกไปครับ และไปขายเป็นอุปกรณ์ตกแต่งแทนในราคา 500 กว่าบาท

ซึ่งการมีโช้คนั้น แม้จะทำให้รู้สึกหรูหรา และไม่ตกลงมาทับขาคนนั่งให้ตกใจก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่เอาจริง ๆ เบียร์เองก็ใช้เก๊ะที่ไม่มีโช้คหน้ามาจนชินแล้ว เลยรู้สึกก็ไม่ได้สำคัญจนถึงขนาดต้องควักเงินจ่ายครับ

ตรงนี้ต้องดีใจกับเพื่อน ๆ ที่ออกรถในช่วงปี 2016 – 2018 ครึ่งปีแรกด้วยครับ ที่ได้รับโช้คหน้าในเก๊ะไปแบบฟรี ๆ

เบียร์ลองหยิบกระดาษในเก๊ะออกมา เลยทำให้รู้ว่า รถเบียร์พึ่งคลอดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2019 นี่เองครับ

ถัดจากกระดาษก็จะเป็นคู่มือการใช้เครื่องเสียงครับ

ต่อด้วยรีโมทควบคุมจอหน้าและจอกลาง 2 อันครับ

จากนั้นไปเปิดประตูฝั่งคนนั่งด้านหน้าออก แล้วหันมาดูที่ขอบประตู ก็พบแผ่นสีดำที่ระบุข้อมูลรถครับ ซึ่งก็บอกชัดเจนว่า รถผลิตมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 นี่เอง ได้ของใหม่เอี่ยมจริง ๆ ครับ

หันไปมองในรถก็เห็นพรมของแท้ Sienta ตรงรุ่น สวยงามดีครับ

ตรวจรถเรียบร้อย เป็นที่น่าพอใจ คุณเล็กก็เชิญไปนั่งในโชว์รูมครับ

แล้วเอากระเป๋าผ้าสีดำของ Toyota มาวางไว้ให้ครับ

ลองเปิดดูก็พบสิ่งเหล่านี้ในกระเป๋าครับ

เล่มแรกคือ คู่มือรถครับ

ต่อด้วยคู่มือความปลอดภัย ซึ่งคุณเล็กก็เปิดอธิบายเนื้อหาภายในให้ฟังครับ เพื่อให้เราเข้าใจระบบความปลอดภัย และการทำงานของถุงลมนิรภัยในรถโตโยต้า

เล่มถัดมาคือ คู่มือการประกันคุณภาพรถครับ

ที่ระบุชัดเจนว่า การประกันตลอดระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรนั้น คุ้มครองอะไรเราบ้าง?

ส่วนอันนี้เป็นระบบ T-Connect ครับ เป้นระบบนำทาง และบริการผู้ช่วยที่เราต้องไปลงทะเบียนใช้บริการได้ฟรีในปีแรก ส่วนปีถัด ๆ ไปต้องเสียค่าบริการครับ

คุณเล็กอธิบายเสร็จก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่สาวมาอธิบายต่อในส่วนของ HSP ครับ

ซึ่งเบียร์เองก็กำลังสงสัยอยู่พอดีว่า เจ้า HSP เนี่ย คืออะไร เนื่องจากตอนที่เบียร์มาซื้อกระบะ Revo เมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้รับ HSP เป็นของแถม ด้วยเหตุผลที่ซื้อรถกระบะในชื่อนิติบุคคล

เจ้าหน้าที่สาวก็เลยบอกว่า HSP ย่อมาจาก Hero Service Plus ซึ่งเป็นบริการเฉพาะลูกค้าแบบบุคคลธรรมดาของดีลเลอร์ K Motor เท่านั้นครับ ไม่ใช่บริการมาตรฐานของโตโยต้า

โดยบริการนี้ครอบคลุมการช่วยเหลือมากมาย ผ่าน Application ที่ชื่อ Helpme!! อาทิเช่น

  1. ดูข้อมูลรถเราได้อย่างละเอียด เช่น วันที่ออกรถ สถานะการซ่อม
  2. ดูข้อมูลการรับประกันตัวรถทั้งจากโตโยต้า และโตโยต้า เคมอเตอร์ ตารางการบำรุงรักษา
  3. นัดหมายเข้าเช็คระยะได้ทุกสาขาของ K Motor
  4. บริการช่วยเหลือฉุกเฉินผ่านแชท
  5. แนะนำเส้นทางไปโชว์รูมของเค มอเตอร์ทั้ง 17 สาขา และปั๊มน้ำมัน/ปั๊มแก๊สที่ใกล้ที่สุด

โดยเจ้าหน้าที่สาวก็หยิบรหัส Wifi มาให้เชื่อมต่อ เพื่อโหลดแอพทันทีครับ

พอโหลดแอพเรียบร้อย เข้าใจวิธีการใช้งาน เจ้าหน้าที่สาวก็ลุกขึ้น และมีเจ้าหน้าสาวอีกท่านที่แต่งชุดฟอร์มของศูนย์บริการเข้ามาแนะนำการเข้าเช็คระยะต่อครับ

โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า โตโยต้านั้น ให้เรานำรถเข้าเช็คระยะปกติทุก 10,000 กิโลเมตร ซึ่งจะฟรีค่าแรงจนถึง 50,000 กิโลเมตรเท่านั้น

แต่เบียร์ได้โปรโมชั่นฟรีค่าแรงตลอด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางจากดีลเลอร์โดยตรง นั่นหมายความว่า ถ้าเบียร์เอารถมาเข้าศูนย์บริการของ K Motor ไม่ว่าจะสาขาไหนก็ตาม ก็จะไม่เสียค่าแรงเลยตลอด 5 ปีนั่นเอง

ฟังจบปุ๊ป คราวนี้ก็มีเจ้าหน้าที่สาวมายืนต่อรอคิวอีกท่าน เบียร์ก็ตกใจว่า มีเรื่องอะไรต้องแบ่งกันอธิบายอีก?

แต่ก็ถึงบางอ้อ เพราะเจ้าหน้าที่ท่านสุดท้ายคือ แคชเชียร์ ที่มารับเช็คนั่นเองครับ

เบียร์ดำเนินการด้านเอกสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเซ็นยินยอมรับรถ / รับใบเสร็จรับเงิน จนเสร็จเรียบร้อย ก็มีความรู้สึกพิเศษขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ โตโยต้า เค มอเตอร์นั้น ทำงานเป็นระบบระเบียบ มีมาตรฐานดี มีการให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลแต่ละด้านมาคุย มาอธิบายให้ลูกค้า โดยไม่ต้องโยนภาระไปที่เซลล์เพียงคนเดียว

ที่สำคัญ ทำให้เบียร์รับรู้อีกว่า ดีลเลอร์ของโตโยต้านี่ใหญ่โตสมกับเป็นเจ้าตลาดมากจริง ๆ เพราะสามารถมีโปรโมชั่น มีบริการเฉพาะลูกค้าของตัวเองได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งแค่มาตรฐานของบริษัทแม่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่ยี่ห้ออื่นเค้าเป็นกัน

สิ้นสุดความคิด เบียร์ก็ได้เห็นภาพเดิมซ้ำรอบอีกครั้งกับโต๊ะข้าง ๆ ที่นั่งห่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นเซลล์คุณเล็ก และเจ้าหน้าที่สาวทั้ง 3 ท่าน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาอธิบายให้คุณผู้หญิงอีกท่านฟัง ซึ่งเบียร์ก็เดาได้ว่า น่าจะเป็นเจ้าของเซียนต้าสีเงินคันข้าง ๆ นี่ละ

จากนั้น คุณเล็กก็เชิญเบียร์ไปที่รถ เพื่ออธิบายการใช้งานรถเบื้องต้นให้ทราบครับ

และปิดท้ายด้วยการตรวจเช็คป้ายแดงที่ติดรถว่า ได้ป้ายแดงแท้หรือเปล่า ด้วยการตรวจที่มุมล่างขวาจะมีตรา “ขส” ประทับอยู่

ซึ่งเบียร์ไม่แนะนำให้รับป้ายแดงปลอมที่ไม่มีตรา ขส มานะครับ เพราะจะถูกตำรวจจับปรับได้ครับ

โดยป้ายแดงแท้นั้น จะได้สมุดคุมป้ายแดงมาด้วยทุกครั้งครับ ซึ่งครั้งนี้ โชคดีมาก ที่เบียร์ได้ป้ายใหม่เอี่ยม สมุดใหม่เอี่ยมมาเลย เพราะคุณเล็กแจ้งว่า พึ่งไปขอขนส่งมาสดๆ ร้อนๆ ครับ

ซึ่งเราต้องเขียนรายละเอียดการใช้รถในสมุดเล่มนี้ทุกครั้งที่ขับรถออกไปนะครับ เพราะตำรวจสามารถเรียกตรวจสมุดได้ทันทีครับ และอนุญาตให้ใช้ป้ายแดงได้เพียง 1 เดือนเท่านั้นครับ

ส่วนค่ามัดจำป้ายแดงนั้น คุณเล็กเรียกเก็บเป็นเงินสด 3,000 บาทครับ จะได้รับคืนเมื่อเราเอาป้ายแดงและสมุดมาคืนนั่นเองครับ

ตรวจครบทุกอย่างแล้ว ก็ได้เวลาถ่ายรูปคู่กับลูกชายคันใหม่ครับ

โดยเบียร์ตั้งชือลูกชายคันนี้ว่า “น้องทองเอก” ครับ

ที่ตลกคือ เบียร์เองไม่ได้ดูทีวีเลย แต่พึ่งมารู้ภายหลังที่ตั้งชื่อไปแล้วว่า ในช่วงเวลานั้น มีละครที่ฮิตติดกระแสอยู่ 1 เรื่อง คือ ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ทำให้โดนเพื่อน ๆ คิดว่า เบียร์ตั้งชื่อมาจากละครนั่นเอง

แต่ที่จริงแล้ว เบียร์ตั้งชื่อด้วยสาเหตุที่อยากเปลี่ยนตระกูลของลูกบ้าง เพราะถ้าเพื่อน ๆ ติดตามเบียร์มาตลอด จะเห็นชื่อลูกของเบียร์ในตระกูลเพชรแทบทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น

“เพชรพลอย”

“เพชรพราว”

“เพชรจ้า”

“เพชรแพง”

ขับมาตั้งนาน ตั้งหลายคัน ก็ดันไม่มีเพชรจริง ๆ สักที ก็เลยอยากจะเปลี่ยนเป็น“ทอง”บ้าง ก็เลยตั้งชื่อว่า “ดอกทอง” เอ้ยยย “ทองเอก” ด้วยเหตุผลที่ “เอก”แปลว่า “หนึ่ง” หรือ”คันแรก” ของตระกูลทองนั่นเองครับ

และแล้วก็ได้เวลาที่พาทองเอกออกจากโชว์รูมแล้วครับ ซึ่งปรากฎว่า เซียนต้าสีเงินอีกคันนั้น ก็กำลังจะออกในช่วงเวลาเดียวกันพอดี

พอขึ้นไปนั่ง ปรับเบาะเรียบร้อย ภรรยาก็ส่งพวงมาลัยมาให้ไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ก่อนที่เบียร์จะกดปุ่มสตาร์ทรถในเวลา 15.19 พอดิบพอดี

เบียร์ค่อย ๆ ขับรถออกมาจากศูนย์อย่างช้า ๆ แล้วปล่อยไหลมา เพื่อเลี้ยวเข้าปั๊มเชลล์ที่อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร

ถังแรกเลยจัด V Power 95 ไปเลยเต็มถัง หมดตังค์ไป 1,340 บาทครับ ในราคา 33.38 บาทต่อลิตร เลยได้ของแถมจากปั๊มมา 1 อย่างครับ

เติมน้ำมันเรียบร้อย จุดหมายปลายทางต่อไป คือ บ้านคุณพ่อคุณแม่ครับ เพราะเป็นธรรมเนียมทุกครั้งที่รับรถใหม่ ต้องขับไปให้คุณพ่อคุณแม่เจิมให้ เพื่อความเป็นสิริมงคลครับ

คุณแม่เจิมด้วยการให้พรเรียบร้อยก็ลองนั่งครับ คุณแม่บอกนั่งสบาย ถูกใจมาก

ก็แน่อยู่แล้วละครับ เลือกเซียนต้ามา เพื่อคุณพ่อคุณแม่เป็นหลักเลยจริง ๆ

จากนั้นก็เดินทางไปบ้านคุณพ่อตา คุณแม่ยาย เพื่อให้ท่านเจิมและลองนั่งวนรอบหมู่บ้านเช่นเดียวกันครับ

และปิดท้ายด้วยการให้ภรรยามาลองขับกลับบ้านครับ

ถึงบ้านเรียบร้อยครับ ช่วงค่ำมืดพอดี

สำหรับรีวิวตอนที่ 3 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มารู้จักเจ้าเซียนต้าให้มากขึ้นกันครับ

อดใจรอนิดนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *